ตากใบ:บทเรียนความมั่นคงแบบหวาดระแวง

มกราคม 22, 2008 at 9:36 am (Uncategorized)

                                                 ตากใบ: บทเรียนความมั่นคงแบบหวาดระแวง*                                                                                                            ประทับจิต นีละไพจิตร**

                                              “คนๆ เดียวที่กล้าหาญ ก็ทำให้เกิดเสียงส่วนใหญ่ได้”

                                       Andrew Jackson ประธานาธิบดีลำดับที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา

ครบรอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ที่ผ่านมาทุกครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ น่าสนใจ..

ครบรอบปีแรก เป็นช่วงที่พรรคไทยรักไทย นำโดยพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลวาระที่สองด้วยคะแนนเสียงล้นหลาม นอกจากนั้นยังเป็นช่วงเวลาเพียงไม่นานที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เปิดเผยผลสอบกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ฉบับเต็ม (ตั้งแต่เดือนเมษายน 2548) และสองเดือนจากนั้นศาลจังหวัดนราธิวาสแถลงเปิดคดีอาญาฟ้องเอาผิดผู้ชุมนุมจำนวน 58 คน ในข้อหาร่วมกันก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ใช้กำลังประทุษร้ายผู้ชุมนุม)

ครบรอบปีที่ 2 เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อเดือนกันยายน 2549 คปค. ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ทิ้ง โดยอ้างความจำเป็นในการเรียกคืนความเป็นธรรมแก่กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งหลายอันรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ได้เคยก่อไว้โดยอาศัยช่องว่างของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น หลังวันครบรอบปีที่สองเพียงไม่นาน จากการรณรงค์ของภาคประชาสังคม อัยการก็ถอนฟ้องผู้ชุมนุมทั้ง 58 คน ด้วยเหตุผลว่าการดำเนินคดีต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และจะทำให้เกิดความแปลกแยกมากขึ้น ต่อมาไม่นานรัฐบาลก็ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง

ครบรอบปีที่สาม เกิดขึ้นในช่วงครบรอบปีรัฐประหาร ภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และ คมช. ที่อยู่ระหว่างรอการเลือกตั้งที่ถูกกำหนดให้มีขึ้นในเดือนธันวาคมที่กำลังจะมาถึง ภายหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 ขนานไปกับความพยายามในการเสนอร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ…. ของรัฐบาล ขณะที่ยังเหลือคดีในชั้นศาลอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีตากใบ คือ คดีการไต่สวนการตายระหว่างขนย้ายโดยเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 78 ราย เพื่อทราบว่าผู้ตายตายด้วยสาเหตุใด และใครเป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายมากมายขนาดนั้น ความหวังของญาติผู้เสียชีวิตที่จะเรียกคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้จากไปเกิดขึ้นอีกครั้ง

ที่ว่าน่าสนใจ.. ด้านหนึ่งก็เนื่องจากตลอดสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเวลานี้ถือเป็นห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน (transition) ทางสังคมการเมืองภายหลังเหตุการณ์ที่ สภ.อ.ตากใบ ความท้าทายอยู่ที่ว่า ภายหลังความรุนแรง ผู้คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างไร?

สามปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามจาก ภาคประชาสังคม หลายฝ่าย และโดยเฉพาะจากญาติผู้เสียชีวิต ผลักดันให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นประตูเปิดไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยความสัมพันธ์อย่างใหม่ในฐานะพลเมืองที่เคารพกันว่าต่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ กระบวนการทั้งหลาย โดยเฉพาะการพิจารณาไต่สวนการตายที่กำลังดำเนินอยู่ควรนำไปสู่ “การรับผิด” ในกรณีดังกล่าว นำไปสู่ “การให้อภัย” (forgiveness) ในฐานะกระบวนการทางการเมืองเพื่อจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและชาวบ้านให้เป็นชนิดที่สอดรับกับ “คำสัญญา” (promise)[1] ใหม่ในสังคมอย่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด

กระบวนการทั้งหลายน่าจะนำไปสู่การปลดปล่อยผู้ได้รับผลกระทบจากโซ่ตรวนความทรงจำเลวร้าย ปลดปล่อยผู้เกี่ยวข้องโดยตรงรวมทั้งผู้คนที่อยู่ร่วมสังคมจากความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อระหว่างความถูก-ผิด ดี-ชั่ว รวมทั้งทำให้คำสัญญาที่มีต่อกันหนักแน่น จริงจังยิ่งขึ้น เพื่อให้อนาคตมีความแน่นอนขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้เรามั่นใจ และวางใจในการอยู่ร่วมกันต่อไป

แต่ที่น่ากังวลก็คือ ผู้เขียนสังเกตว่า “คำสัญญา” สำหรับอนาคตชนิดที่ดูจะจริงจังมากขึ้นในขณะนี้เห็นจะไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่เป็น “ร่างพรบ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. …” ที่วางกรอบความสัมพันธ์แบบหวาดระแวง ระหว่างรัฐกับประชาชน และประชาชนด้วยกันเอง และการละเว้นหลักความพร้อมรับผิด (accountability) ของผู้ปฏิบัติเป็นเรื่องหลัก จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า ด้วยคำสัญญาประเภทนี้จะนำเราทั้งหมดข้ามผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงไปได้อย่างไร? หรือความพยายามทั้งหลายจะสิ้นสุดเพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความรุนแรงครั้งต่อไปเท่านั้น?

บทความชิ้นนี้เริ่มต้นจากการทบทวนเหตุการณ์ในวันครบรอบทั้งสามวาระอันเกี่ยวเนื่องกับการจดจำ การให้อภัย และการสถาปนาคำสัญญาในการอยู่ร่วมกันภายหลังความรุนแรง แต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า พรบ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. …ที่คณะรัฐมนตรีรีบเร่งนำเสนอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติรับรองนั้น กลับมิได้เริ่มมาจากกระบวนการจดจำบทเรียนความรุนแรงที่เคยเกิด และไม่ได้อยู่บนฐานการให้อภัยแต่อย่างใด ความสัมพันธ์ชุดที่มากับ พรบ.ฉบับนี้จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นคำสัญญาให้แก่สังคมในการอยู่ร่วมกันในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่วนที่สอง ผู้เขียนจะนำความทรงจำในเหตุการณ์ตากใบมาใช้เพื่อชี้ให้เห็นบทเรียนที่เกิดขึ้นจากการยอมรับให้กฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นกฎหมายที่ใช้ในสถานการณ์ประจำวันในประเด็นสำคัญๆ เพื่อเป็นข้อยืนยันว่า แทนที่ พรบ.ฉบับดังกล่าวจะทำให้ให้สังคมเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ แต่กลับเหนี่ยวรั้งผู้คนไว้กับอดีตเลวร้าย ความเจ็บปวดในปัจจุบัน และความไม่แน่ใจในอนาคต และส่วนสุดท้ายจะอภิปรายถึงความจำเป็นของการสร้างความมั่นคง โดยเฉพาะตรรกะ “การป้องกัน” ภัยด้านความมั่นคงที่มีกล่าวถึงใน พรบ.ความมั่นคงภายในฉบับใหม่ เพื่อเสนอทางเลือกที่หน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในและสภาความมั่นคงเคยเป็นผู้ริเริ่มขึ้น!

ผู้เขียนเห็นว่า การระลึกถึงเหตุการณ์และผู้ตาย คงทำได้หลายวิธี แต่ในที่นี้ผู้เขียนจะอภิปรายประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น ที่เป็นเนื้อหาสาระของ ร่าง พรบ.รมน. โดยหยิบยกข้อเท็จจริงและความทรงจำของผู้คนที่เกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ขยายให้เห็นภาพชัดเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับทุกท่านว่าการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรด้วย “วิธีการ” แบบหวาดระแวงที่ร่าง พรบ.ฉบับนี้ใช้ทำงานรักษาความมั่นคง ขัดขวางการเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองไทย และเคยทำลายชีวิตปรกติสุขทั้งของผู้คนที่ตากใบมาแล้ว โดยหวังอย่างยิ่งว่า ข้อเขียนชิ้นนี้จะไม่เพียงทำหน้าที่ระลึกถึงผู้สูญเสียทั้งหมด แต่ถ้าสามารถชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้คนที่เหลือแล้ว บทความชิ้นนี้ย่อมเป็นทางหนึ่งในการทำให้ความตายชนิดไร้เกียรติ (ความเป็นมนุษย์) กลับฟื้นคืนเกียรติขึ้นมาได้

ความทรงจำตากใบ: บทเรียนสังคมไทยใต้แนวคิดความมั่นคงแบบหวาดระแวง

กล่าวได้ว่า ผู้คนที่เสียชีวิตทั้งด้านหน้าสภอ.ตากใบ เสียชีวิตจากการขนย้าย ผู้สูญหาย เสียชีวิตจากการลอบสังหารภายหลังเหตุการณ์ ผู้รอดชีวิต และบรรดาญาติ ล้วนเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยมี “ความหวาดระแวง” ว่าการชุมนุมในวันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการ 7 ขั้นที่ต่อเนื่องจากการปล้นปืนเมื่อต้นปีเดียวกันนั้น ผู้ชุมนุมทุกคนในวันนั้นจึงควรถูกหวาดระแวงด้วยว่าจะ “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เมื่อเผชิญกับสถานการณ์กดดัน ภายใต้สภาวะที่กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉินกลายเป็น สถานการณ์ทั่วไป ความอดกลั้นจึงหมดสิ้นลงโดยง่าย!

เหตุการณ์ตากใบจึงถือเป็นบทเรียนสำคัญในการประกาศใช้ร่าง พรบ.รมน.ได้อย่างน้อยใน 3 ประการ

ประการแรก ร่างพรบ.รมน.ฉบับนี้ไม่สามารถทำให้การปฏิบัตินโยบายกับการรักษาสิทธิมนุษยชน “สมดุล” ได้ตามที่ ร่างพรบ.ฉบับนี้สัญญาไว้ เนื่องด้วย ร่างพรบ.ฉบับนี้ใช้ความระแวงสงสัย และดุลยพินิจส่วนบุคคล โดยไม่จำต้องอาศัยหลักฐานชัดเจน เช่นที่ตากใบ

ความระแวงสงสัย โดยมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าการชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ 7 ขั้นตอนของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ส่งผลต่อวิธีการมองการชุมนุม จนนำมาสู่การตัดสินใจใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมในที่สุด

ประการต่อมา เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ร่างพรบ.รมน.กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่จะระบุว่าในสถานการณ์ใดเป็นสถานการณ์อันตรายต่อความมั่นคงของชาติคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ไม่ใช่ประชาชน!

และควรตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า พฤติการณ์ที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ที่ระบุในร่างพรบ.รมน.ล้วนสะท้อนอย่างชัดเจนว่าประชาชนมีหน้าที่มีส่วนร่วมโดย “ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าพนักงานเท่าที่ร่างพรบ.รมน.กำหนด (การระแวดระวัง) หรือเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐร้องขอเท่านั้น” การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างการชุมนุมโดยสงบจึงมีแนวโน้มว่าจะไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกต่อไป

ในแง่นี้ ประชาชนทั่วไปจะกลายเป็นเพียงแขนขาของรัฐในการระแวงสงสัยประชาชนด้วยกัน แทนที่จะจัดวางบทบาทของประชาชนให้เป็นผู้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานมากกว่าการระแวงกันเองในชุมชน

ประการสุดท้าย เรื่องความพร้อมรับผิด (accountability) เห็นได้ชัดว่าเนื้อหาสาระในร่าง พรบ.รมน. รับรองการ “ไม่ต้องรับผิด” อย่างชัดเจน กล่าวคือในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานจะไม่สามารถเอาผิดได้ทั้งทางวินัย ทางแพ่ง ทางอาญาและไม่สามารถฟ้องศาลปกครองได้ เนื่องจากไม่ใช่คดีปกครอง เท่ากับว่าจะไม่มีองค์กรอิสระองค์กรใดสามารถประเมินผลการทำงานของคณะรัฐมนตรีและกอ.รมน. ในการรักษาใช้อำนาจตามอำเภอใจได้เลย นอกจากนี้ ผู้เขียนเห็นว่าทั้งที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี หรือรองผอ.รมน.เป็นหัวหน้ากอ.รมน. แต่ร่างพรบ.ฉบับดังกล่าวก็ไม่สามารถกำหนดความรับผิดไปได้ถึงระดับนโยบาย (นายกรัฐมนตรีหรือรองผอ.รมน.) ทำได้เพียงจำกัดความรับผิดชอบบางประการเช่นการย้ายออกจากพื้นที่ไว้ที่เจ้าพนักงานระดับผู้ปฏิบัตินโยบายเท่านั้น

แม้ว่าในที่สุดจะมีการแก้ไขร่างพรบ.รมน.โดยการขยายบทลงโทษเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ผู้เขียนยังเห็นว่าร่างพรบ.ฉบับนี้ก็ไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะเป็นคำสัญญาให้กับสังคมได้ เนื่องด้วยในปัจจุบันเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งที่กอ.รมน.มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่างเหตุการณ์ตากใบ กอ.รมน.ก็ยังไม่สามารถแสดงความรับผิดต่อเหตุการณ์ดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ได้ บรรทัดฐานที่ปรากฏเพียงลายลักษณ์อักษรจึงไม่สามารถเป็นคำสัญญาที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าเรื่องความไม่รับผิดถือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่สะท้อนความอ่อนแอของหน่วยงานดังกล่าวในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร!

ความทรงจำตากใบกับทางเลือกในการป้องกันภัยความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

จากการติดตามกระบวนการผลิตร่างพรบ.รมน.มาโดยตลอด ผู้เขียนสังเกตว่าตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างกอ.รมน. สมช. และนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าร่างพรบ.ฉบับดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของสังคม โดยที่ร่างพรบ.ฉบับนี้มีเจตนาในการ “ป้องกัน” ภัยความมั่นคงของชาติยิ่งกว่ามุ่งปราบปราม ผู้เขียนเห็นว่าแนวคิดเรื่องการป้องกันภัยด้านความมั่นคงของชาติอาจไม่เป็นปัญหาเท่ากับ “วิธีการ” ป้องกันโดยใช้ “ความหวาดระแวง” เป็นกลไกสำคัญ กล่าวคือ ตามที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้นแล้วว่า ร่างพรบ.รมน.มิได้ทำหน้าที่ป้องกันภัยตามเจตนาของร่าง แต่กลับสร้างเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดภัยด้านความมั่นคงของชาติเสียเอง

การนำเสนอบทความนี้มิได้มุ่งหมายเพื่อกีดกันส่วนใดส่วนหนึ่งในสังคมออกไปจากบทบาทการรักษาความมั่นคงภายในรัฐ ผู้เขียนยืนยันว่า กอ.รมน.นั่นแหละที่จะสามารถดำเนินบทบาทนำได้ แต่ขอเสนอว่า “โดยวิธีการแบบอื่น”

ผู้เขียนยังจำได้ดีว่ากอ.รมน.เคยเป็นเป็นผู้มีบทบาทนำในการริเริ่มและประกาศใช้ “นโยบาย 66/2523″ เพื่อให้สังคมไทยเปลี่ยนไปสู่สภาวะที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกครั้งหลังเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลาคม 2519 นอกจากนี้ ยังจำได้ว่าสมช.เคยมีบทบาทในการพัฒนา “ร่าง พรบ.สันติวิธี” เมื่อปี 2543 อันมีสาระสำคัญอยู่ที่การป้องกันภัยความมั่นคงเช่นเดียวกัน แต่ด้วยวิธีการลดเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงในระดับชาติ เช่น การไม่ใช้ความรุนแรงในการจัดการความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ เช่น การชุมนุม เป็นต้น นอกจากนี้ก็สามารถดำเนินนโยบายที่เป็นธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน การขจัดความยากจน การสนับสนุนการศึกษา ฯลฯ ควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการสลายเงื่อนไขอันอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวย่อมเป็นการดึงเอาความสนับสนุนร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหลาย รวมทั้งประชาชนทุกคน โดยมิใยต้องเสียเวลาไปกับการสร้างความตระหนักของประชาชนในหน้าที่พิทักษ์ความมั่นคง และความเรียบร้อยในราชอาณาจักร (มาตรา 6 วรรค 4) และมิใยต้องรอให้เจ้าหน้าที่รัฐ “ร้องขอ”

ในส่วนสุดท้าย ผู้เขียนขอใช้หน้ากระดาษนี้แสดงความคารวะผู้เสียชีวิต ผู้สูญหายและบรรดาญาติมิตรทั้งหลายของบุคคลเหล่านั้น โดยนำเสนอความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ตากใบไว้เพื่อเป็นคุณูปการต่อการผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองของไทยในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงทางสองแพร่งระหว่างการย้อนคืนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ และความละล้าละลังที่ก้าวเดินต่อไปในอนาคตที่ไม่อาจมั่นใจว่าจะมีความแน่นอน ทางออกที่สมควรคงหนีไม่พ้น “การให้อภัย” และร่วมกันสร้าง “คำสัญญา” ชนิดที่จะทำให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเสมอหน้าและอดกลั้นต่อกัน หรืออย่างน้อยก็เพื่อทำลายตรรกะแบบหวาดระแวงสงสัยที่ส่งผลให้ชาวบ้าน 384 คนในวันนี้ไม่สามารถกลับบ้านของตัวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เนื่องด้วยถูกระแวงสงสัยว่า “จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” และสมควรถูกจัดการด้วยการสมมติว่า “คน” ทั้งหมดเป็น “ปลา ” ที่สมควรถูกแยกออกจาก “น้ำ”

ขอความสันติจงประสบแด่ทุกท่าน

25 ตุลาคม 2550
——————————————————————————–
* ปรับจากบทความชื่อเดียวกันที่นำเสนอในเอกสารประกอบการเสวนาหัวข้อ “สามปีตากใบกับกระบวนการยุติธรรมไทย” เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2550 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนขอขอบคุณคุณสุรางรัตน์ จำเนียรพล และคุณภาคภูมิ วานิชกะ อย่างสูงสำหรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์หลายประการ อย่างไรก็ตามทั้งสองท่านย่อมไม่สมควรต้องรับผิดชอบความคิดเห็นที่นำเสนอในงานชิ้นนี้ด้วย (ปรับปรุงล่าสุด วันที่28 ตุลาคม 2550)** นิสิตดุษฏีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

[1] สำหรับแนวความคิดเรื่อง “การให้อภัย” (forgiveness) และ “คำสัญญา” (promise) ที่ใช้เป็นกรอบคิดในบทความนี้ มาจากแนวความคิดของ Hannah Arendt ที่เสนอว่าพันธกิจสำคัญของการใช้ชีวิตทางการเมืองร่วมกันอย่างปรกติสุข ได้แก่การจัดการกับปัญหายิ่งใหญ่ 2 ประการ คือ ปัญหาแห่งการหวนคืนย้อนกลับ(อดีต)ไม่ได้ (irreversibility) และการคาดเดาไม่ได้ (unpredictability) ของอนาคต โดยที่เธอเสนอให้ “การให้อภัย” เป็นทางออกของปัญหาข้อแรก และให้ “คำสัญญา” เป็นทางออกของปัญหาของถัดมา โปรดพิจารณาเรื่องนี้โดยละเอียดใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,อภัยวิถี: มิตร/ศัตรูและการเมืองแห่งการให้อภัย (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์,2543), หน้า 24-26

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: