ช่องว่างระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐ

มกราคม 22, 2008 at 9:23 am (Uncategorized)

                                                                                                                          อิสมาแอล หวังและ1

ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ก่อตัวขึ้นได้สร้างความหวาดกลัวในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง ขณะที่กระแสความไม่เข้าใจของสังคมส่วนใหญ่ต่อศาสนา และวัฒนธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีเพิ่มขึ้น ซึ่งหากปล่อยปะละเลยก็จะไม่เป็นผลดีต่อสังคมอย่างแน่นอน แต่ทว่าภาวะความไม่สงบเหล่านี้นี่เอง ที่ได้ก่อตัวผู้ที่มีจิตช่วยเหลือขึ้นมาหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มนักศึกษาที่ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ. ปัตตานี) ที่รู้จักกันในนาม “กลุ่มอิสระทำกิจกรรมสามจังหวัดชายแดนใต้” หรือ “กลุ่มอิสระเคลื่อนไหวทางสังคม” ซึ่งรวมกลุ่มมาจากองค์กรกิจกรรมต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ปัญหา พวกเขาเองก็ไม่ได้เข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากนัก แต่ด้วยข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ กอปรกับความไม่เข้าใจของสังคมส่วนใหญ่ต่อศาสนาและวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้ จึงได้นำพวกเขาไปสู่การเรียนรู้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ผ่านการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ลงขัน” เป็นคำพูดที่มักได้ยินบ่อยครั้ง เมื่อถึงเวลาลงพื้นที่เพราะนั่นคือการควักเงินจากกระเป๋าตังค์ตัวเอง แล้วมารวมกันเพื่อจะนำไปเหมารถสองแถวลงสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซึ่งเป็นที่สงสัยอย่างมากในช่วงเวลานั้น นั่นก็คือการหายตัวไปของชาวบ้าน

จากเงินในกระเป๋าซึ่งเป็นตังค์ของแม่ นำไปสู่การเรียนรู้นอกพื้นและได้พบกับข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งนัก เมื่อได้เจอและพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้บอกถึงการหายตัวไปของชาวบ้านในพื้นที่ว่าโดนอุ้ม การเรียนรู้นอกพื้นที่จึงนำไปสู่การท้าทายยิ่งขึ้นเมื่อข้อมูลตกมาอยู่ในมือ สิ่งที่คิดในขณะนั้น คือ เราจะทำอย่างไรกันต่อ

ลำพังคนเพียงห้าหกคนคงไม่มีพลังในการจะเป็นกระบอกเสียงต่อสังคมกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากนัก แต่สิ่งที่สามารถทำได้ขณะนั้นคือการนำสิ่งที่ได้รับรู้ ไปบอกต่อกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกันเพื่อสะกิดและจุดประกายความคิดเพื่อนนักกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย การรวมกลุ่มก็เกิดขึ้นนำไปสู่การลงพื้นที่ร่วมกันโดยอาศัยจากงบประมาณเดิม คือ ลงขันเช่ารถสองแถว

ถึงแม้จะเป็นนักศึกษารั้ว มอ.ปัตตานี ก็ใช่ว่าจะง่ายดายต่อการเข้าถึงชาวบ้าน เพราะในขณะนั้นความไม่ไว้วางใจได้เกิดขึ้นแล้ว การลงพื้นที่ในช่วงแรกๆต้องอาศัยความอดทนยิ่งนัก แต่เมื่อได้สัมพันธ์กับชาวบ้านหลายๆ ครั้ง ความยากลำบากก็ได้จางหายเพราะชาวบ้านให้ความไว้วางใจมากขึ้น ประกอบกับภาษามลายูที่ตัวนักศึกษาเองพอสื่อสารได้ อีกทั้งยังมีชุดนักศึกษาสีขาวที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ใจ การพบปะพูดคุยจึงง่ายขึ้นและในหลายๆ ครั้ง ชาวบ้านจะชวนขึ้นบ้านแล้วเลี้ยงอาหาร พร้อมผลหมากรากไม้เยอะแยะมากมาย สดๆ จากสวนให้รับประทาน เหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความไว้วางใจต่อนักศึกษา

หลังจากนั้น ข้อมูลเยอะแยะที่อัดแน่นไปด้วยความจริงก็ได้ถูกส่งไปให้กับผู้ใหญ่และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจนนำไปสู่การลงพื้นที่ของผู้ใหญ่เหล่านี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นเดิม เพราะผู้ใหญ่หลายคนเป็นคนนอกพื้นที่ พูดภาษามลายูก็ไม่ได้ อีกทั้งยังต่างศาสนาด้วย ความไม่ไว้วางใจของชาวบ้านก็มีมากขึ้นเป็นหลายเท่า แต่ก็อาศัยนักศึกษาที่ลงพื้นที่แนะนำและทำความเข้าใจกับชาวบ้านจนในที่สุดชาวบ้านก็เปิดปากพูดคุยแลกเปลี่ยน

ในระหว่างที่ลงพื้นที่เก็บเกี่ยวข้อมูลนั้น อีกบทบาทที่ทำพร้อมไปด้วยกัน คือการแบ่งงานให้กับเพื่อนๆ เพื่อสร้างสัมพันธ์ขยายกระบอกเสียงกับเพื่อนนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัยไล่ไปตั้งแต่ภาคใต้ถึงภาคเหนือ เช่น ม.ทักษิณ ม.ราชภัฏสงขลา ม.วลัยลักษณ์ ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.แม้ฟ้าหลวง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะถูกตอบรับอย่างเต็มที่เพราะข้อมูลที่นำไปบอกเล่านั้น มันไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน อีกทั้งยังไม่มีใครอยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น

จากการเดินสายขยายกระบอกเสียงให้กับนักศึกษาต่างสถาบันนั่นเอง ที่ได้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคมากมาย และนำไปสู่การถอดบทเรียนที่ได้ข้อสรุปว่า พูดให้มากเท่าไรก็ไม่มีใครเชื่อหรอก จะต้องให้เพื่อนนักศึกษาลงมาเห็นกับตาสัมผัสกับมือด้วยตัวเอง

เมื่อได้ข้อสรุปจากการถอดบทเรียนดังกล่าว เส้นทางการเรียนรู้ของนักศึกษากลุ่มนี้จึงได้เดินไปสู่เวทีระดับประเทศโดยการจัดโครงการ โครงการสมัชชาสุขภาพว่าด้วยการรวมพลังผู้นำนักศึกษาและองค์กรนักศึกษาสร้างความสมานฉันท์ในปัญหาชายแดนใต้ ระหว่างวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2548 ที่ มอ.ปัตตานี โดยเชิญตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศลงมาเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายนักศึกษาทั่วประเทศเพื่อเป็นกระบอกเสียงต่อการสร้างความเข้าในและลดช่องของสังคมสามจังหวัดชายแดนใต้กับสังคมส่วนใหญ่ของประเทศไทย

ประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการครั้งนั้นที่เห็นได้ชัดคือ ความหวังของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดต่อนักศึกษาในการเข้ามามีบทบาท ความไว้วางใจต่อนักศึกษา ความสัมพันธ์ราวลูกกับพ่อ ผ่านความรู้สึกที่มีทั้งรอยยิ้มของความดีใจ มีความสุข น้ำตาแห่งความเศร้าร้าวทุกข์ ได้ถ่ายทอดผ่านเวทีการเรียนรู้นอกรั้วมหาวิทยาลัยในครั้งนั้น

จนถึงปัจจุบันนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทางสังคมของรั้ว มอ ปัตตานีแห่งนี้ก็ยังคงรวมกลุ่มต่อไปถึงแม้ว่ารุ่นพี่ที่เป็นคนเริ่มก่อตั้งกลุ่มได้จบการศึกษากันไปหลายคนแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่วันที่ 9-12 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา ทางสภานักศึกษานักศึกษาร่วมกับคณะรัฐศาสตร์และองค์กรภาคีของ มอ.ปัตตานี ได้จัด โครงการนักศึกษาสู่ชุมชนเยียวยาผู้สูญเสีย ซึ่งได้เชิญนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสู่ดินแดนด้ามขวานเรียนรู้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งหวังให้มีการปรับทัศนคติต่อคนในพื้นที่ภายใต้สถานการณ์ที่ทำให้เกิดช่องว่างของความระหวาดระแวง และเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจของศาสนาและวัฒนธรรมของสังคมมุสลิมในพื้นที่

มีนักศึกษาหลายคนที่สะท้อนออกมาว่ากิจกรรมครั้งนี้ทำให้เขาได้รับรู้ถึงความเป็นมิตรของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาได้รับการต้อนรับจากชาวบ้าน ยังได้กินทุเรียน มังคุด เงาะที่ชาวบ้านเอามาให้ในระหว่างการเยี่ยมเยียนอย่างอิ่มหนำสำราญ อีกทั้งยังได้สัมผัสกับน้ำตาแห่งความสูญเสียในพื้นที่สีแดงที่ทางรัฐกำหนดว่าอันตราย เป็นบทเรียนที่มีค่ามากมายหลายเท่าเมื่อเปรียบกับการนั่งเรียนในห้องเรียน

อย่างไรก็ตาม แม้นักศึกษา มอ.ปัตตานีกลุ่มนี้ได้ทำกิจกรรมในพื้นที่ไปไม่น้อย แต่ในมุมกลับกันพวกเขาถูกโดนเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกับการตั้งแง่สงสัยต่อกิจกรรมที่ทำ เพราะในระหว่างที่กิจกรรมต่างๆ ได้ดำเนินการอยู่นั้น ก็มีการเข้าตรวจค้นบ้านเช่านักศึกษาที่ทำกิจกรรมดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นแหล่งซ่องสุมบ้าง มั่วสุมยาเสพติดบ้าง นักศึกษากลุ่มนี้จึงต้องพยายามทำความเข้าใจต่อเจ้าหน้าที่และยืนยันความบริสุทธิ์ใจกับกิจกรรมที่ทางกลุ่มจัดขึ้น

ความสงสัยของเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังมีมาตลอด ล่าสุดคือก่อนหน้าการจัดโครงการนักศึกษาสู่ชุมชนเยียวยาผู้สูญเสียเพียงสัปดาห์เดียว บ้านเช่าของนักศึกษาที่ร่วมจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้ถูกเข้าค้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หนึ่งในสมาชิกของบ้านซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่มาค้นบ้านประมาณสิบโมงเช้าโดยยกกำลังมาถึง 50 นายซึ่งถือว่าไม่น้อยทีเดียวสำหรับการเข้าค้นบ้านเพียงหลังเดียวกลางเมืองปัตตานี

แม้จะยกพลมาเป็นจำนวนมากมาย แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่เอาไปกลับเป็นเพียงเอกสารและหนังสือที่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายหนังสือทั่วไป พร้อมกับรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์ ซึ่งเมื่อเอาไปตรวจสอบแล้วก็ไม่มีข้อสงสัยอะไรหรือความผิดแต่ประการใด น่าตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการเข้าค้นบ้านนักศึกษาเพียงหนึ่งหลังต้องใช้กำลังจำนวนเยอะขนาดนี้ และในระหว่างที่จัดโครงการก็ยังโดนสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ โดยที่ไม่ให้ความร่วมมือต่อการทำกิจรรมของนักศึกษาอย่างอิสระ

แต่สิ่งที่ตามมาซึ่งน่าหนักใจไม่น้อยกว่ากัน คือ ในขณะนี้เพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงไม่กล้าคุยด้วย แม้แต่มองหน้าหรือทักทายก็ยังกล้าๆ กลัวๆ เกิดความระแวงต่อสมาชิกที่อยู่ในบ้านหลังนั้น ซึ่งเท่ากับว่าการเข้าค้นบ้านนักศึกษาในครั้งนี้ก็คล้ายกับการประทับตราไปเสียแล้ว

ในภาวะความไม่สงบเช่นนี้ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นการเสียสละเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและเพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้โดยมีความมั่นคงและปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงและระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย มิใช่ว่าคิดแล้วทำโดยที่ไม่ได้เรียนรู้และเข้าใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลย จะอันตรายเป็นอย่างมากหากสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมของสังคมและวัฒนธรรม เพราะอาจจะนำไปสู่การเข้าใจผิด สร้างอคติต่อกันจนเกิดช่องว่างขึ้น และหากยิ่งโดนกระทำซ้ำเข้าไปอีก ก็อาจจะนำไปสู้ความแค้นได้ เชื่อว่าไม่มีใครต้องการสภาพนั้นอย่างแน่นอน

นักศึกษาถือว่าเป็นภาคส่วนที่สำคัญต่อสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทางสังคมซึ่งกำหนดบทบาทของตัวเองให้มากกว่าศึกษาเล่าเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว พวกเขายังมีภารกิจในการช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะอยู่ในซอกมุมไหนของประเทศ พวกเขาก็ดั้นด้นทนต่ออุปสรรคลำบากลำเค็ญในการที่จะนำแรงกายแรงใจไป เพื่อให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุขตามอุดมคติที่ตัวเองใฝ่ฝัน ไม่ต่างกับปัญหาในชายแดนใต้ที่ยังมีนักศึกษาที่อยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นด้วยการทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าตอบแทน แถมยังมีความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

แต่หากว่าการทำกิจกรรมของนักศึกษาไม่ได้รับความร่วมมือและความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่ ตลอดจนภาคส่วนอื่นๆ ในการสนับสนุนกิจกรรมที่นักศึกษาได้จัดทำขึ้นดังที่เคยเป็นอยู่ ซึ่งหากดูผ่านๆแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานานเข้าอาจจะนำไปสู่การหวาดระแวง เป็นการเพิ่มช่องว่างระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐได้ผลที่ตามมาคือความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีกในอนาคต

1 อิสมาแอล หวังและ อดีตนักศึกษา มอ.ปัตตานี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: