ตากใบ:บทเรียนความมั่นคงแบบหวาดระแวง

มกราคม 22, 2008 at 9:36 am (Uncategorized)

                                                 ตากใบ: บทเรียนความมั่นคงแบบหวาดระแวง*                                                                                                            ประทับจิต นีละไพจิตร**

                                              “คนๆ เดียวที่กล้าหาญ ก็ทำให้เกิดเสียงส่วนใหญ่ได้”

                                       Andrew Jackson ประธานาธิบดีลำดับที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา

ครบรอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ที่ผ่านมาทุกครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ น่าสนใจ..

ครบรอบปีแรก เป็นช่วงที่พรรคไทยรักไทย นำโดยพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลวาระที่สองด้วยคะแนนเสียงล้นหลาม นอกจากนั้นยังเป็นช่วงเวลาเพียงไม่นานที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เปิดเผยผลสอบกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ฉบับเต็ม (ตั้งแต่เดือนเมษายน 2548) และสองเดือนจากนั้นศาลจังหวัดนราธิวาสแถลงเปิดคดีอาญาฟ้องเอาผิดผู้ชุมนุมจำนวน 58 คน ในข้อหาร่วมกันก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ใช้กำลังประทุษร้ายผู้ชุมนุม)

ครบรอบปีที่ 2 เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อเดือนกันยายน 2549 คปค. ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ทิ้ง โดยอ้างความจำเป็นในการเรียกคืนความเป็นธรรมแก่กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งหลายอันรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ได้เคยก่อไว้โดยอาศัยช่องว่างของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น หลังวันครบรอบปีที่สองเพียงไม่นาน จากการรณรงค์ของภาคประชาสังคม อัยการก็ถอนฟ้องผู้ชุมนุมทั้ง 58 คน ด้วยเหตุผลว่าการดำเนินคดีต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และจะทำให้เกิดความแปลกแยกมากขึ้น ต่อมาไม่นานรัฐบาลก็ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง

ครบรอบปีที่สาม เกิดขึ้นในช่วงครบรอบปีรัฐประหาร ภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และ คมช. ที่อยู่ระหว่างรอการเลือกตั้งที่ถูกกำหนดให้มีขึ้นในเดือนธันวาคมที่กำลังจะมาถึง ภายหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 ขนานไปกับความพยายามในการเสนอร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ…. ของรัฐบาล ขณะที่ยังเหลือคดีในชั้นศาลอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีตากใบ คือ คดีการไต่สวนการตายระหว่างขนย้ายโดยเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 78 ราย เพื่อทราบว่าผู้ตายตายด้วยสาเหตุใด และใครเป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายมากมายขนาดนั้น ความหวังของญาติผู้เสียชีวิตที่จะเรียกคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้จากไปเกิดขึ้นอีกครั้ง

ที่ว่าน่าสนใจ.. ด้านหนึ่งก็เนื่องจากตลอดสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเวลานี้ถือเป็นห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน (transition) ทางสังคมการเมืองภายหลังเหตุการณ์ที่ สภ.อ.ตากใบ ความท้าทายอยู่ที่ว่า ภายหลังความรุนแรง ผู้คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างไร?

สามปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามจาก ภาคประชาสังคม หลายฝ่าย และโดยเฉพาะจากญาติผู้เสียชีวิต ผลักดันให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นประตูเปิดไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยความสัมพันธ์อย่างใหม่ในฐานะพลเมืองที่เคารพกันว่าต่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ กระบวนการทั้งหลาย โดยเฉพาะการพิจารณาไต่สวนการตายที่กำลังดำเนินอยู่ควรนำไปสู่ “การรับผิด” ในกรณีดังกล่าว นำไปสู่ “การให้อภัย” (forgiveness) ในฐานะกระบวนการทางการเมืองเพื่อจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและชาวบ้านให้เป็นชนิดที่สอดรับกับ “คำสัญญา” (promise)[1] ใหม่ในสังคมอย่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด

กระบวนการทั้งหลายน่าจะนำไปสู่การปลดปล่อยผู้ได้รับผลกระทบจากโซ่ตรวนความทรงจำเลวร้าย ปลดปล่อยผู้เกี่ยวข้องโดยตรงรวมทั้งผู้คนที่อยู่ร่วมสังคมจากความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อระหว่างความถูก-ผิด ดี-ชั่ว รวมทั้งทำให้คำสัญญาที่มีต่อกันหนักแน่น จริงจังยิ่งขึ้น เพื่อให้อนาคตมีความแน่นอนขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้เรามั่นใจ และวางใจในการอยู่ร่วมกันต่อไป

แต่ที่น่ากังวลก็คือ ผู้เขียนสังเกตว่า “คำสัญญา” สำหรับอนาคตชนิดที่ดูจะจริงจังมากขึ้นในขณะนี้เห็นจะไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่เป็น “ร่างพรบ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. …” ที่วางกรอบความสัมพันธ์แบบหวาดระแวง ระหว่างรัฐกับประชาชน และประชาชนด้วยกันเอง และการละเว้นหลักความพร้อมรับผิด (accountability) ของผู้ปฏิบัติเป็นเรื่องหลัก จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า ด้วยคำสัญญาประเภทนี้จะนำเราทั้งหมดข้ามผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงไปได้อย่างไร? หรือความพยายามทั้งหลายจะสิ้นสุดเพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความรุนแรงครั้งต่อไปเท่านั้น?

บทความชิ้นนี้เริ่มต้นจากการทบทวนเหตุการณ์ในวันครบรอบทั้งสามวาระอันเกี่ยวเนื่องกับการจดจำ การให้อภัย และการสถาปนาคำสัญญาในการอยู่ร่วมกันภายหลังความรุนแรง แต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า พรบ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. …ที่คณะรัฐมนตรีรีบเร่งนำเสนอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติรับรองนั้น กลับมิได้เริ่มมาจากกระบวนการจดจำบทเรียนความรุนแรงที่เคยเกิด และไม่ได้อยู่บนฐานการให้อภัยแต่อย่างใด ความสัมพันธ์ชุดที่มากับ พรบ.ฉบับนี้จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นคำสัญญาให้แก่สังคมในการอยู่ร่วมกันในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่วนที่สอง ผู้เขียนจะนำความทรงจำในเหตุการณ์ตากใบมาใช้เพื่อชี้ให้เห็นบทเรียนที่เกิดขึ้นจากการยอมรับให้กฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นกฎหมายที่ใช้ในสถานการณ์ประจำวันในประเด็นสำคัญๆ เพื่อเป็นข้อยืนยันว่า แทนที่ พรบ.ฉบับดังกล่าวจะทำให้ให้สังคมเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ แต่กลับเหนี่ยวรั้งผู้คนไว้กับอดีตเลวร้าย ความเจ็บปวดในปัจจุบัน และความไม่แน่ใจในอนาคต และส่วนสุดท้ายจะอภิปรายถึงความจำเป็นของการสร้างความมั่นคง โดยเฉพาะตรรกะ “การป้องกัน” ภัยด้านความมั่นคงที่มีกล่าวถึงใน พรบ.ความมั่นคงภายในฉบับใหม่ เพื่อเสนอทางเลือกที่หน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในและสภาความมั่นคงเคยเป็นผู้ริเริ่มขึ้น!

ผู้เขียนเห็นว่า การระลึกถึงเหตุการณ์และผู้ตาย คงทำได้หลายวิธี แต่ในที่นี้ผู้เขียนจะอภิปรายประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น ที่เป็นเนื้อหาสาระของ ร่าง พรบ.รมน. โดยหยิบยกข้อเท็จจริงและความทรงจำของผู้คนที่เกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ขยายให้เห็นภาพชัดเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับทุกท่านว่าการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรด้วย “วิธีการ” แบบหวาดระแวงที่ร่าง พรบ.ฉบับนี้ใช้ทำงานรักษาความมั่นคง ขัดขวางการเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองไทย และเคยทำลายชีวิตปรกติสุขทั้งของผู้คนที่ตากใบมาแล้ว โดยหวังอย่างยิ่งว่า ข้อเขียนชิ้นนี้จะไม่เพียงทำหน้าที่ระลึกถึงผู้สูญเสียทั้งหมด แต่ถ้าสามารถชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้คนที่เหลือแล้ว บทความชิ้นนี้ย่อมเป็นทางหนึ่งในการทำให้ความตายชนิดไร้เกียรติ (ความเป็นมนุษย์) กลับฟื้นคืนเกียรติขึ้นมาได้

ความทรงจำตากใบ: บทเรียนสังคมไทยใต้แนวคิดความมั่นคงแบบหวาดระแวง

กล่าวได้ว่า ผู้คนที่เสียชีวิตทั้งด้านหน้าสภอ.ตากใบ เสียชีวิตจากการขนย้าย ผู้สูญหาย เสียชีวิตจากการลอบสังหารภายหลังเหตุการณ์ ผู้รอดชีวิต และบรรดาญาติ ล้วนเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยมี “ความหวาดระแวง” ว่าการชุมนุมในวันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการ 7 ขั้นที่ต่อเนื่องจากการปล้นปืนเมื่อต้นปีเดียวกันนั้น ผู้ชุมนุมทุกคนในวันนั้นจึงควรถูกหวาดระแวงด้วยว่าจะ “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เมื่อเผชิญกับสถานการณ์กดดัน ภายใต้สภาวะที่กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉินกลายเป็น สถานการณ์ทั่วไป ความอดกลั้นจึงหมดสิ้นลงโดยง่าย!

เหตุการณ์ตากใบจึงถือเป็นบทเรียนสำคัญในการประกาศใช้ร่าง พรบ.รมน.ได้อย่างน้อยใน 3 ประการ

ประการแรก ร่างพรบ.รมน.ฉบับนี้ไม่สามารถทำให้การปฏิบัตินโยบายกับการรักษาสิทธิมนุษยชน “สมดุล” ได้ตามที่ ร่างพรบ.ฉบับนี้สัญญาไว้ เนื่องด้วย ร่างพรบ.ฉบับนี้ใช้ความระแวงสงสัย และดุลยพินิจส่วนบุคคล โดยไม่จำต้องอาศัยหลักฐานชัดเจน เช่นที่ตากใบ

ความระแวงสงสัย โดยมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าการชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ 7 ขั้นตอนของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ส่งผลต่อวิธีการมองการชุมนุม จนนำมาสู่การตัดสินใจใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมในที่สุด

ประการต่อมา เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ร่างพรบ.รมน.กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่จะระบุว่าในสถานการณ์ใดเป็นสถานการณ์อันตรายต่อความมั่นคงของชาติคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ไม่ใช่ประชาชน!

และควรตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า พฤติการณ์ที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ที่ระบุในร่างพรบ.รมน.ล้วนสะท้อนอย่างชัดเจนว่าประชาชนมีหน้าที่มีส่วนร่วมโดย “ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าพนักงานเท่าที่ร่างพรบ.รมน.กำหนด (การระแวดระวัง) หรือเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐร้องขอเท่านั้น” การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างการชุมนุมโดยสงบจึงมีแนวโน้มว่าจะไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกต่อไป

ในแง่นี้ ประชาชนทั่วไปจะกลายเป็นเพียงแขนขาของรัฐในการระแวงสงสัยประชาชนด้วยกัน แทนที่จะจัดวางบทบาทของประชาชนให้เป็นผู้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานมากกว่าการระแวงกันเองในชุมชน

ประการสุดท้าย เรื่องความพร้อมรับผิด (accountability) เห็นได้ชัดว่าเนื้อหาสาระในร่าง พรบ.รมน. รับรองการ “ไม่ต้องรับผิด” อย่างชัดเจน กล่าวคือในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานจะไม่สามารถเอาผิดได้ทั้งทางวินัย ทางแพ่ง ทางอาญาและไม่สามารถฟ้องศาลปกครองได้ เนื่องจากไม่ใช่คดีปกครอง เท่ากับว่าจะไม่มีองค์กรอิสระองค์กรใดสามารถประเมินผลการทำงานของคณะรัฐมนตรีและกอ.รมน. ในการรักษาใช้อำนาจตามอำเภอใจได้เลย นอกจากนี้ ผู้เขียนเห็นว่าทั้งที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี หรือรองผอ.รมน.เป็นหัวหน้ากอ.รมน. แต่ร่างพรบ.ฉบับดังกล่าวก็ไม่สามารถกำหนดความรับผิดไปได้ถึงระดับนโยบาย (นายกรัฐมนตรีหรือรองผอ.รมน.) ทำได้เพียงจำกัดความรับผิดชอบบางประการเช่นการย้ายออกจากพื้นที่ไว้ที่เจ้าพนักงานระดับผู้ปฏิบัตินโยบายเท่านั้น

แม้ว่าในที่สุดจะมีการแก้ไขร่างพรบ.รมน.โดยการขยายบทลงโทษเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ผู้เขียนยังเห็นว่าร่างพรบ.ฉบับนี้ก็ไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะเป็นคำสัญญาให้กับสังคมได้ เนื่องด้วยในปัจจุบันเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งที่กอ.รมน.มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่างเหตุการณ์ตากใบ กอ.รมน.ก็ยังไม่สามารถแสดงความรับผิดต่อเหตุการณ์ดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ได้ บรรทัดฐานที่ปรากฏเพียงลายลักษณ์อักษรจึงไม่สามารถเป็นคำสัญญาที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าเรื่องความไม่รับผิดถือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่สะท้อนความอ่อนแอของหน่วยงานดังกล่าวในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร!

ความทรงจำตากใบกับทางเลือกในการป้องกันภัยความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

จากการติดตามกระบวนการผลิตร่างพรบ.รมน.มาโดยตลอด ผู้เขียนสังเกตว่าตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างกอ.รมน. สมช. และนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าร่างพรบ.ฉบับดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของสังคม โดยที่ร่างพรบ.ฉบับนี้มีเจตนาในการ “ป้องกัน” ภัยความมั่นคงของชาติยิ่งกว่ามุ่งปราบปราม ผู้เขียนเห็นว่าแนวคิดเรื่องการป้องกันภัยด้านความมั่นคงของชาติอาจไม่เป็นปัญหาเท่ากับ “วิธีการ” ป้องกันโดยใช้ “ความหวาดระแวง” เป็นกลไกสำคัญ กล่าวคือ ตามที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้นแล้วว่า ร่างพรบ.รมน.มิได้ทำหน้าที่ป้องกันภัยตามเจตนาของร่าง แต่กลับสร้างเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดภัยด้านความมั่นคงของชาติเสียเอง

การนำเสนอบทความนี้มิได้มุ่งหมายเพื่อกีดกันส่วนใดส่วนหนึ่งในสังคมออกไปจากบทบาทการรักษาความมั่นคงภายในรัฐ ผู้เขียนยืนยันว่า กอ.รมน.นั่นแหละที่จะสามารถดำเนินบทบาทนำได้ แต่ขอเสนอว่า “โดยวิธีการแบบอื่น”

ผู้เขียนยังจำได้ดีว่ากอ.รมน.เคยเป็นเป็นผู้มีบทบาทนำในการริเริ่มและประกาศใช้ “นโยบาย 66/2523″ เพื่อให้สังคมไทยเปลี่ยนไปสู่สภาวะที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกครั้งหลังเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลาคม 2519 นอกจากนี้ ยังจำได้ว่าสมช.เคยมีบทบาทในการพัฒนา “ร่าง พรบ.สันติวิธี” เมื่อปี 2543 อันมีสาระสำคัญอยู่ที่การป้องกันภัยความมั่นคงเช่นเดียวกัน แต่ด้วยวิธีการลดเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงในระดับชาติ เช่น การไม่ใช้ความรุนแรงในการจัดการความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ เช่น การชุมนุม เป็นต้น นอกจากนี้ก็สามารถดำเนินนโยบายที่เป็นธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน การขจัดความยากจน การสนับสนุนการศึกษา ฯลฯ ควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการสลายเงื่อนไขอันอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวย่อมเป็นการดึงเอาความสนับสนุนร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหลาย รวมทั้งประชาชนทุกคน โดยมิใยต้องเสียเวลาไปกับการสร้างความตระหนักของประชาชนในหน้าที่พิทักษ์ความมั่นคง และความเรียบร้อยในราชอาณาจักร (มาตรา 6 วรรค 4) และมิใยต้องรอให้เจ้าหน้าที่รัฐ “ร้องขอ”

ในส่วนสุดท้าย ผู้เขียนขอใช้หน้ากระดาษนี้แสดงความคารวะผู้เสียชีวิต ผู้สูญหายและบรรดาญาติมิตรทั้งหลายของบุคคลเหล่านั้น โดยนำเสนอความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ตากใบไว้เพื่อเป็นคุณูปการต่อการผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองของไทยในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงทางสองแพร่งระหว่างการย้อนคืนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ และความละล้าละลังที่ก้าวเดินต่อไปในอนาคตที่ไม่อาจมั่นใจว่าจะมีความแน่นอน ทางออกที่สมควรคงหนีไม่พ้น “การให้อภัย” และร่วมกันสร้าง “คำสัญญา” ชนิดที่จะทำให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเสมอหน้าและอดกลั้นต่อกัน หรืออย่างน้อยก็เพื่อทำลายตรรกะแบบหวาดระแวงสงสัยที่ส่งผลให้ชาวบ้าน 384 คนในวันนี้ไม่สามารถกลับบ้านของตัวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เนื่องด้วยถูกระแวงสงสัยว่า “จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” และสมควรถูกจัดการด้วยการสมมติว่า “คน” ทั้งหมดเป็น “ปลา ” ที่สมควรถูกแยกออกจาก “น้ำ”

ขอความสันติจงประสบแด่ทุกท่าน

25 ตุลาคม 2550
——————————————————————————–
* ปรับจากบทความชื่อเดียวกันที่นำเสนอในเอกสารประกอบการเสวนาหัวข้อ “สามปีตากใบกับกระบวนการยุติธรรมไทย” เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2550 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนขอขอบคุณคุณสุรางรัตน์ จำเนียรพล และคุณภาคภูมิ วานิชกะ อย่างสูงสำหรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์หลายประการ อย่างไรก็ตามทั้งสองท่านย่อมไม่สมควรต้องรับผิดชอบความคิดเห็นที่นำเสนอในงานชิ้นนี้ด้วย (ปรับปรุงล่าสุด วันที่28 ตุลาคม 2550)** นิสิตดุษฏีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

[1] สำหรับแนวความคิดเรื่อง “การให้อภัย” (forgiveness) และ “คำสัญญา” (promise) ที่ใช้เป็นกรอบคิดในบทความนี้ มาจากแนวความคิดของ Hannah Arendt ที่เสนอว่าพันธกิจสำคัญของการใช้ชีวิตทางการเมืองร่วมกันอย่างปรกติสุข ได้แก่การจัดการกับปัญหายิ่งใหญ่ 2 ประการ คือ ปัญหาแห่งการหวนคืนย้อนกลับ(อดีต)ไม่ได้ (irreversibility) และการคาดเดาไม่ได้ (unpredictability) ของอนาคต โดยที่เธอเสนอให้ “การให้อภัย” เป็นทางออกของปัญหาข้อแรก และให้ “คำสัญญา” เป็นทางออกของปัญหาของถัดมา โปรดพิจารณาเรื่องนี้โดยละเอียดใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,อภัยวิถี: มิตร/ศัตรูและการเมืองแห่งการให้อภัย (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์,2543), หน้า 24-26

Permalink ให้ความเห็น

วิวาทะความรุนแรงที่ชายแดนใต้ ระหว่างเยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธความรุนแรงกับเยาวชนนักสันติวิธี

มกราคม 22, 2008 at 9:32 am (Uncategorized)

                                                              วาทะความรุนแรงที่ชายแดนใต้

                                           ระหว่างเยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธความรุนแรงกับเยาวชนนักสันติวิธี*

                                                                                                             เอกรินทร์ ต่วนศิริ**

ปฏิกิริยาคืนสนอง

ฉบับที่ 1 เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง ถึง เยาวชนนักสันติวิธี

ขอความสันติจงมีแด่ท่าน …เพื่อนรัก

นับตั้งแต่รัฐปาตานีดารุสสลามได้ถูกผนวกกับรัฐสยาม ประชาชนที่ปาตานีได้ถูกกดขี่ ถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด แม้ว่าทางประชาชนที่นี้ได้ร่วมกันต่อสู้มาอย่างยาวนานในช่วงเวลาที่เรานั้นได้ถูกผนวกเข้ามากับรัฐสยาม ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี การต่อสู้ด้วยกองกำลังต่างๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบกับความสำเร็จ

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ การต่อสู้ของพี่น้องที่ปาตานีได้เริ่มขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2547 จนถึงปัจจุบัน การต่อสู้ก็ยังคงดำเนินต่อไป และหวังว่าครั้งนี้การต่อสู้ของพวกเราจะประสบกับความสำเร็จ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันมีความพร้อมมากกว่าอดีตเป็นอย่างมาก แต่พวกเราก็อดสลดหดหู่ใจต่อปฏิกิริยาที่เป็นอริของเพื่อนชาวมุสลิมมาลายูปาตานีของผมบางคนไม่ได้ ผมรู้สึกติดค้างพวกเขาทางใจใคร่จะอธิบายให้ฟัง ว่าทำไมพวกเราจึงต้องใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ แม้ว่าจะมีผู้นำมุสลิมบางคนที่พยายามนำหลักการของศาสนามาตีความว่า “การฆ่าคนหนึ่งคนเหมือนกับการฆ่าคนทั้งโลก” และทำไมเราจึงอาจหาญในการก่อการเช่นนั้นได้ ผมอยากจะเริ่มที่ประวัติศาสตร์ของปาตานีสักเล็กน้อย

รัฐปาตานีเป็นรัฐอันยิ่งใหญ่ เป็นจุดศูนย์กลางทางด้านการค้าของภูมิภาคในบริเวณนี้ เป็นรัฐอิสลามที่มีความยิ่งใหญ่ทางด้านประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลามที่มีคนนับถือทั่วโลกอีกด้วย มีนักประวัติศาสตร์มากมายที่กล่าวว่า “ปาตานีเป็นระเบียงของมักกะฮ์” นั่นหมายถึงปาตานีที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทั้งความรู้ของบรรดาเหล่าอุลามาอ์นักวิชาการ และยังได้รับการยอมรับในระบบการศึกษาด้านศาสนาแห่งยุคสมัยนั้น

หลังจากการการล่มสลาย รัฐปาตานีถูกสยามแบ่งออกเป็น 7 หัวเมืองต่างๆ เพื่อทำลายความเข้มแข็งแล้วสถาปนาความอ่อนแอ แน่แท้ว่านั่นเป็นแผนการของพวกล่าอาณานิคมในสมัยก่อน โดยให้เจ้าเมืองปกครองดูแลพวกเรา แต่เจ้าเมืองที่มาดูแลพี่น้องที่ปาตานีก็เป็นผู้ที่รับใช้ของรัฐสยามที่ปกครองพวกเราด้วยการข่มขี่พวกเรามาโดยตลอด นี่เป็นปรากฏการณ์ของความร่วมมือระหว่างสยามกับพวกชนชั้นนำเจ้าปาตานีเท่านั้น และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจต่ออุดมการณ์ของอิสลามแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันสังคมมุสลิมทั้งหลายเองก็ทรยศต่อหลักการศาสนาของตัวเอง ทำให้พวกเขาเสื่อมทรามถอยลงและตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย ยิ่งเหล่าพวกชนชั้นนำที่เป็นเหล่ากษัตริย์ซึ่งปกครองพวกเราในสมัยรัฐปาตานี ก็ยังไปรับใช้พวกรัฐสยามเพียงเพื่อความอยู่รอดของพวกเจ้าปาตานีเท่านั้น หาใช่จะดูแลเราอย่างยุติธรรมไม่ พวกเขากลับกลายเป็นพวกมุนาฟิกในทรรศนะของอิสลาม ทว่าเราก็คิดว่าชีวิตพวกเขาน่าสงสารยิ่งนัก

ความรุนแรงเป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เพราะมันอาจจะเป็นภาษาเดียวที่พวกผู้กดขี่จะเข้าใจ แต่พวกเขาอาจจะเข้าใจอยู่แล้วก็ได้เพราะพวกเขานั้นได้มอบความรุนแรงในการดูแลพวกเรามาโดยตลอดเวลา เราต้องอาศัยการต่อสู้แบบอิสระ โดยทุกคนมีสิทธิในการคิด การใช้วิธีหนทางของความรุนแรงตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่พวกเราไม่สามารถต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธอย่างซึ่งๆ หน้าได้ ถึงแม้ว่าความรุนแรงในการปฏิบัติงานจะพุ่งไปที่เจ้าหน้าของรัฐ หรือสัญลักษณ์ต่างๆของรัฐ เป็นอันดับแรก แต่จะให้เราละเอียดลออเสียจนไม่กระทบต่อพลเรือนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ อย่าลืมว่ารัฐบาลเองก็ไม่เคยละเว้นผู้บริสุทธิ์ในการใช้ความรุนแรงกับพวกเรา และเราก็เคยเห็นการกระทำอย่างนี้ของรัฐบาลบ่อยครั้ง อย่างเช่น กรณีสลายม็อบตากใบ ที่ผ่านมา 3 ปีแล้วก็หาคนรับผิดชอบมิได้กับการเสียชีวิตของพลเรือนพวกเรา

ผมอยากจะชี้แจงเพิ่มเติมอีก 3 ประเด็น

ประเด็นแรก การต่อสู้ด้วยความรุนแรงของพวกเราเป็นปฏิกิริยาคืนสนอง เราแค่กำลังตอบโต้ความรุนแรงในการก่อการร้ายโดยรัฐไทยเท่านั้นเอง สิ่งที่พวกคุณกำลังมองว่าพวกเรานั้น ป่าเถื่อน ไร้อารยะ แต่คุณไม่มองสิ่งที่ฝ่ายรัฐกำลังทำกับพวกเรา กฎหมายของรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติความรุนแรงของรัฐที่ใช้กับพวกเรา สังเกตได้จากเหตุการณ์ที่ถล่มพี่น้องของเราที่มัสยิดกรือเซะ โครงการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของพวกนายทุนที่คนรัฐบาลสนับสนุน แต่พวกเราประชาชนปาตานีกลับไม่ได้อะไรเลย แค่เป็นคนงานราคาถูกเพื่อรับใช้เหล่านี้ แล้วถามว่าสิ่งที่เห็นและเป็นไปนั้นไม่ใช่การ “ก่อการร้ายโดยรัฐ” แล้วยังบังอาจถือดีมาเรียกเราว่าผู้ก่อการร้ายอีก ทั้งๆที่เราแค่กำลังป้องกันบ้านของเราจากการก่อการร้ายของรัฐเท่านั้น และสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญอยู่ รัฐก่อการร้ายกำลังจะสถาปนาความมั่นคง โดยใช้เงื่อนไขกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจในการก่อการร้ายในภาคใต้ที่เบ็ดเสร็จ แล้วจะให้เรียกว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย?!

ประเด็นที่สอง ผมอยากให้ชวนมองการก่อการ “ที่น่าสรรเสริญ” กับ “ที่พึงประณาม” โดยพิจารณาจากการก่อการเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีชาตินิยมแบบคับแคบที่ค่อยๆ ทำลายประชาชนคนเล็ก คนน้อย คนที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมถูกกระทำจากการเป็นชาตินิยมที่ค่อยทำลายพี่น้องในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ผ่านมาพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการผสมกลมกลืนพี่น้องชาวล้านนา อีสาน และพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ให้มีความเป็นไทยซึ่งทำลายอัตลักษณ์ของตัวเอง การต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้เป็นการต่อสู้ในประเภทแรก ส่วนการก่อร้ายที่ยัดเยียดหรือค้ำยันสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ให้ยืนนานออกไปจัดเป็นประเภทหลัง พลพรรคของพวกเราไม่เคยฆ่าเยี่ยงคนขลาดหรือหาประโยชน์ใส่ตัวจากการปฏิบัติการของพวกเรา พวกเราเสียสละความสุขสบายอาชีพการงาน ครอบครัว กระทั่งชีวิตที่ปกติของตนเอง และแสดงการประจักษ์ด้วยการพลีชีพที่ศรัทธาว่า พวกเราได้รับการชักนำด้วยแรงจูงใจอันสูงส่งสุดยอด การก่อการของพวกเราชอบธรรมทางด้านศาสนา หาได้มีธาตุแท้เป็นอาชญากรรมดังที่พวกนักวิชาการสันติวิธีบางคนกล่าวอ้างไม่ มโนธรรมสำนึกของเราแจ่มจรัสอยู่ในหัวใจ และผมอยากกล่าวต่อพี่น้องมุสลิมคนอื่นๆ ที่ไม่เข้าใจการต่อสู้ที่ปาตานีว่า พวกคุณไม่ได้เจ็บปวดเหมือนพวกเรา พวกคุณทั้งหลายต้องร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ปาตานี ศึกษาการต่อสู้ ณ พื้นที่อื่นๆ ของพี่น้องมุสลิมที่ถูกกดขี่แล้วพวกท่านก็จะเข้าใจเรา หรือในทางกลับกันพวกคุณอาจประณามเราว่า สิ่งที่พวกเราทำไม่ใช่การกระทำของผู้คนในศาสนาอิสลาม เพราะพวกคุณมักทำตัวเป็นผู้ที่คอยตัดสินแทนพระเจ้าตลอด พวกคุณไม่ใช่นักต่อสู้ แล้วเราจะฟังพวกคุณไปเพื่ออะไรในเมื่อพวกคุณไม่มาร่วมต่อสู้กับพวกเรา

ประเด็นที่สาม ผมอยากจะกล่าวกับพวกคุณสักหน่อยว่า กระแสโลกาภิวัตน์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นกระแสของการนำพาสังคมมุสลิมให้ออกไปจากหลักการศาสนามากขึ้น ผลกระทบของโลกาภิวัตน์นั้นมีต่อพี่น้องมุสลิมปาตานีและทั่วโลก ผมเองก็ยอมรับว่ากระแสโลกาภิวัตน์มีส่วนที่ดีกับการพัฒนาประชาชาติอิสลาม แต่ใคร่ขออธิบายให้ฟังว่า ในโครงสร้างที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ จะมีวิธีการใดบ้างที่จะสามารถทำให้มุสลิมมาสนใจเรื่องของศาสนาและมีความเคร่งครัดกันมากขึ้น เราเห็นบทเรียนของสังคมอื่นๆที่ไม่ใช่สังคมมุสลิมที่มีความเสื่อมโทรมจากผลพวงที่มากับโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมโลกวิสัย บทบาททางเพศอันสับสน ความสำส่อนทางเพศ รักร่วมเพศ ความเห็นแก่ตัว บริโภคนิยม เรื่องของการขูดรีดโดยระบบดอกเบี้ย เรื่องของการศึกษาที่นำพาพวกเขาไปสู่กระแสของการแข่งขันในระบบทุนนิยมที่ละเลยศีลธรรมต่างๆ แล้วเราจะให้เยาวชนลูกหลานของเราต้องเจอในสิ่งเหล่านี้หรือ? ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ? หรือใครมีสติก็เลือกในสิ่งดี แล้วโอกาสของคนจนล่ะ คนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เราปล่อยเขาให้เผชิญหน้าอย่างโดดเดี่ยวกระนั้นหรือ ?

สิ่งที่เห็นอยู่นี้ เราในฐานะผู้ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เราก็มีหน้าที่ ที่จะต้องพัฒนาสังคมมุสลิมปาตานีตามแนวทางของอิสลาม หากใช่แนวทางการอธิบายการพัฒนาในรูปแบบตะวันตก เพราะเราศึกษาการพัฒนาในสังคมไทยที่ล้มเหลว ที่ละเลยการพัฒนาภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ตลอดจนความผิดเพี้ยนหลงไปสู่กระแสของระบบทุนนิยมซึ่งเราเห็นว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่มากๆ และทำให้คนตาบอดข้างเดียว มองโลกที่เห็นแก่เพียงวัตถุนิยมด้านเดียว ฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อสถาปนาความยุติธรรมในพื้นแผ่นดิน

หวังว่าเพื่อนจะเข้าใจ

เพื่อนของคุณ.

วิพากษ์แนวคิดความรุนแรง

ฉบับที่ 2 เยาวชนนักสันติวิธี ถึง เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง

ถึงเพื่อนที่รัก

โอ้เพื่อนรัก เธอสามารถคิดหาเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อที่จะอธิบายการใช้ความรุนแรงที่ปาตานีของพวกเธออย่างน่านับถือยิ่งนัก แต่เมื่อฉันได้ฟังเธอแจกแจงแล้ว ช่างน่ากังวลใจเหลือเกินต่อความคิดที่นิยมต่อการใช้ความรุนแรงเช่นนี้ หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุด ฉันคิดว่าเธอกำลังให้เหตุผลที่วิปริตผิดเพี้ยน การสดุดีความรุนแรงของเธอนั้นช่างน่าทุเรศสิ้นดี และช่างแตกต่างจากศาสนาของเธอซึ่งเป็นศาสนาแห่งสันติ มันช่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

ฉันขอเริ่มต้นด้วยการทบทวนในสิ่งที่เธอได้นำเสนอมาสักหน่อย หากจะเริ่มต้นด้วยการอธิบายประวัติศาสตร์ปาตานีที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าทางด้านการค้าและความรุ่งเรืองของศาสนาอิสลามที่ต่อมางอกงามในรัฐปาตานี ข้อนี้ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากเธอจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ยิ่งใหญ่ ที่พวกเธอชำระเสียหมดจด อย่าลืมว่าการพิชิตศึกและจักรวรรดิทั้งหลายทั้งปวงล้วนเนืองนองไปด้วยเลือดและการกดขี่ ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดินิยมไหนๆ ก็ตาม ล้วนต่างมีความอยุติธรรมทั้งสิ้น แม้แต่ในจักรวรรดิมุสลิมเองก็เถอะ ประวัติศาสตร์ยังได้บอกกล่าวไว้ว่าเป็นหนึ่งในจักรวรรคนิยมในอดีตด้วยเช่นกัน

เธอกล่าวถึงพวกชนชั้นนำที่เป็นผู้ปกครองมุสลิมจำนวนมากที่กลายเป็นเพียงทาสรับใช้สยาม แต่ใคร่ขอให้เธอคิดว่า ผู้ปกครองชาวมุสลิมของเธอนี่เองที่เป็นเงาขยายใหญ่ของสังคมมุสลิม พวกเธอสร้างพวกเขาขึ้นมาตามรูปโฉมของเธอ และฉะนั้นเธอเองที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขากระทำด้วย ข้อนี้ในปัจจุบัน “เราก็เห็นและรู้ดีว่าเหยื่อของอดีตวันวานอาจกลายเป็นผู้ที่กดขี่ประชาชนของเขาเองในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ” เพราะฉันได้สังเกตจากการที่ผู้นำของสังคมมลายูมุสลิมหลายคนได้พยายามใฝ่หาอำนาจทางการเมือง จนทำให้ไร้จุดยืน หรือไม่แน่ว่า จริงๆ แล้วพวกเขาอาจจะไม่มีจุดยืนเพื่อประชาชนเลย แต่เป็นการแสวงหาอำนาจเพื่อตนเอง ช่างน่าอดสูยิ่งนัก

เธอยังยืนยันในความคิดที่จะใช้ความรุนแรง เธอช่างไม่มีขันติบ้างเลยเพื่อนรัก ฉันคิดว่า “ตาต่อตา ” จะทำให้คนตาบอดได้ง่าย จนมองไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ ทั้งที่ยังมีวิธีการอีกมากมายที่จะต้องสู้กับความอยุติธรรม ฉันขอถามเธอสักหน่อยว่า เธอทนได้อย่างไรกับการที่จะต้องเห็นผู้คนล้มตายมากมายในปัจจุบัน เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่ปรากฏการณ์ความรุนแรงได้คร่าชีวิตผู้คนมากมาย และหากเราดูสถิติการตาย เธอก็จะทราบว่า พี่น้องมุสลิมนั้นมีความสูญเสียมากกว่าคนพุทธเสียอีก แล้วเพื่อนพี่น้องไทยพุทธข้างบ้านที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา ก็เพราะความรุนแรงนี่เองที่ทำให้พวกเขาต้องย้ายบ้านหนีไป นี่หรือที่เธอบอกว่าเป็นหนทางของการได้รับชัยชนะ ฉันคิดว่าเป็นหนทางของคนที่ไม่มีมนุษยธรรมต่างหาก

ใน 3 ประเด็นที่เธอได้อธิบายแก่ฉันนั้น ใคร่จะขอท้วงติงสักหน่อย

ประเด็นที่แรก สิ่งที่เธอบอกฉันว่า ในสถานการณ์ความรุนแรงที่ปาตานีนั้นเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ อันนี้ฉันก็เห็นด้วยว่ารัฐบาลกำลังใช้ความรุนแรงแก่พวกเธออยู่ และฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือวิธีการของพวกเธอก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ความรุนแรงทางของรัฐเลย แม้ว่าเธอจะอธิบายว่าเธอไม่ชอบรัฐก่อการร้ายและต้องต่อสู้กับสิ่งที่รัฐทำด้วยการใช้ความรุนแรงนั้น ข้อนี้ช่างเป็นหนทางที่ไม่ฉลาดเลยสำหรับฉัน เพราะเธอก็มีความป่าเถื่อนไม่ต่างอะไรกับรัฐนัก หากพวกเธอจะต่อสู้แล้วประสบความสำเร็จโดยใช้วิธีการรุนแรงและได้บริหารจัดการสังคมปาตานีด้วยตนเอง แล้วฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่า พวกเธอจะปกครองประชาชนโดยวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรง ข้อนี้ทำให้ฉันยิ่งกังวลมากขึ้น

ประเด็นที่สอง สิ่งที่เธอได้กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงที่ปาตานีนั้นเป็นการต่อสู้ที่น่าสรรเสริญและเป็นการต่อสู้ที่รักษาอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมมลายู โดยที่ไม่อยากให้ความเป็นไทยผสมกลมกลืนไปนั้น ช่างสวนทางกันกับเพื่อนๆ เยาวชนของเธอ ที่เราเห็นและสังเกตได้ว่าพี่น้องเยาวชนเพื่อนมลายูนั้นไม่ได้ใส่ใจกับความเป็นมลายูเหมือนกับเธอเลย ปรากฏการณ์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกุรงเทพซึ่งมีเยาวชนมลายูมาศึกษามากมาย แต่พวกเขาเหล่านั้นได้ทำให้มลายูมุสลิมถูกมองไปในทางที่เสียหายมากว่าในทางที่ดีมากกว่า เช่น การเสพยาเสพติด การอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงที่ไม่ได้แต่งงาน ทั้งที่พวกเขาเหล่านี้มีความรู้ทางด้านศาสนาขั้นสูง ฯลฯ แล้วเราก็ได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนมุสลิมที่ไม่ใช่มลายู เขาก็มักจะกล่าวถึงมุสลิมมลายูในทำนองว่าเป็นคนที่คับแคบในเรื่องของความคิดทางด้านศาสนาและการอยู่ร่วมกันและมักไม่เปิดรับคนอื่นๆ ทั้งที่เป็นมุสลิมด้วยกัน

เธอมัวแต่โทษและโยนความผิดกระบวนการสร้างชาตินิยมของไทย แต่เธอไม่เคยโทษมลายูมุสลิมเลย เธอลืมความจริงพื้นๆ ไปว่าไม่มีคนนอกหน้าไหนจะเข้ามาหยั่งเท้าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมได้ในสังคมหนึ่งๆ เว้นแต่มันจะเน่าในเองหรือมันจะการทำลายของคนในสังคมนั้นเอง ข้อนี้เธอก็ต้องศึกษาและเรียนรู้สักหน่อย

การพิทักษ์รักษาอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมมลายูนั้น ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีความจำเป็น แต่ฉันคิดว่าเธอน่าจะต้องทำงานกับเยาวชนพี่น้องของพวกเธอให้มากกว่าเดิม โดยวิธีการที่ถูกต้อง และด้วยวิธีการที่เปิดกว้างมากกว่าการปิดกั้น

อย่างไรก็ตาม วิธีการของเธอย่อมส่งผลต่อสังคมไทยอย่างแน่นอน เพราะสังคมไทยจะเหมารวมว่าพวกมุสลิมใช้ความรุนแรงและจะทำให้เกิดความขัดแย้งและอคติ ส่วนในสังคมมุสลิมด้วยกันนั้น เธอก็จะถูกต่อต้านจากพี่น้องมุสลิมที่ไม่ใช่มลายู ฉันคิดว่าแม้กระทั่งสังคมมลายูด้วยกันก็จะต่อต้านวิธีการของเธอด้วย ฉันจึงอยากเสนอวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรงในการทำความเข้าใจปัญหาที่ภาคใต้ เพื่อให้เข้าใจว่าพวกเธอไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างไร โดยใช้วิธีการขันติ อดทน เพราะฉันเข้าใจว่านี่เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อพวกเธอ เธอต้องอดทนต่อบททดสอบนี้อย่างมีขันติ ตราบใดที่เธอยังใช้วิธีการความรุนแรง ก็เท่ากับว่าเธอทำให้สังคมไทยก่อเกิดแนวความคิดที่สนับสนุนความรุนแรงที่จะใช้กับพวกเธออยู่และเป็นการผลักไสผู้คนในสังคมไทยให้เข้าไปสู่อ้อมแขนของผู้นำที่นิยมทหาร จนต้องออก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่จะทำให้เธอเหลือทางแคบทุกที เธอต้องศึกษาวัฒนธรรมความรุนแรงในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่ธรรมศาสตร์ และ 25 ตุลาคม 2547 ที่ตากใบ จนบัดนี้สังคมไทยบางส่วนก็ยอมรับผู้นำฝ่ายขวามาเป็นผู้นำพรรคได้ (ช่างลืมง่ายๆจริง) เธอต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในสังคมนี้ ไม่มีเพียงแต่ประวัติศาสตร์ปาตานีเท่านั้น

ประเด็นที่สาม เธอพูดถึงโลกาภิวัตน์และวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ ดูเหมือนเธอจะเข้าใจดีเสียด้วย วิธีการตอบโต้โลกาภิวัตน์ การปิด – เปิดบางส่วนให้สังคมมุสลิมนั้นได้นำไปใช้นั้น หรือการเลือกแนวทางของการพัฒนาแบบอิสลามนั้น ข้อนี้ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอแนะนำว่าเธอต้องให้ความสำคัญทางด้านศาสนาและการจัดตั้งมวลชนที่มีคุณภาพทั้งทางด้านศาสนาและทางโลก เพื่อที่คนของเธอจะได้เข้าใจทั้งสองศาสตร์ เพราะหากเธอเพียงจะต้องเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคตอันใกล้นี้ สังคมของเธอต้องการคำอธิบายในสิ่งที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นกระแสความขัดแย้งจากการตีความทางด้านศาสนาของพวกเธอเอง

ข้อนี้ฉันคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาภายในสังคมมุสลิมมลายูด้วยกันเอง ฉันไม่อยากเห็นการใช้ความรุนแรงระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกันก็เพราะหลักคำสอนปลีกย่อยที่แตกต่างกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เห็นอยู่ในตะวันออกกลางระหว่างนิกายสุนนีย์กับนิกายชีอะฮฺ เธอต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมมลายู แต่หากความรุนแรงที่เธอยังคงเชิดชูและใช้มันอยู่ ฉันเชื่อแน่ว่าจะต้องเป็นปัญหาในอนาคตของสังคมมุสลิมด้วยกันอย่างแน่นอน อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่พวกเธอจะต้องเสียเวลากับมันจนไม่ได้พัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือเทคโนโลยีก็อาจเป็นได้

ด้วยมิตรภาพและความหวังดี

เพื่อนของเธอ.

สู่ทางเลือกใหม่

“ตาต่อตา จะทำให้ทุกคนในโลกต่อบอดทั้งหมด”

(An eye for an eye will make the whole blind.)

ฉบับที่ 3 เยาวชนนักสันติวิธี ถึง เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง

ถึงเพื่อนที่รัก

ฉันอยากจะขอย้ำว่า ท้ายที่สุดแล้ว ฉันรับไม่ได้กับวิธีการของเธอด้วยเหตุผลทั้งด้านความสัมฤทธิผลเชิงปฏิบัติและเหตุผลทางศีลธรรม มันไม่สามารถทำให้เธอบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม มันจะทำให้สังคมมลายูมุสลิมต้องเผชิญความยากลำบากในการใช้ความรุนแรงของพวกเธอในครั้งนี้ เพราะเบื้องหลังสังคมที่มีความรุนแรงนั้นจะเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อเนื่องได้เสมอในอนาคตอันใกล้และไกล ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างใดๆก็ตาม วันนี้เธอใช้ความรุนแรงกับสิ่งที่เธอเองก็ไม่ต้องการ แต่ในวันพรุ่งนี้ประชาชนของเธอก็จะกลับมาใช้ความรุนแรงกับเธอ โดยอ้างความชอบธรรมอย่างเดียวกัน วงจรความรุนแรงนี้ก็ไม่มีวันสิ้นสุด ฉะนั้นจงหยุดมันด้วยตัวเธอเถอะ

เธอได้ทำให้ชุมชนมลายูมุสลิมทั้งมวลแตกแยกร้าวฉานกันเอง เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในการดำเนินชีวิต เกิดความหวาดระแวง ความไม่มั่นคงในชีวิต ความรุนแรงของเธอได้ทำให้พี่น้องหลายคนต้องประสบกับความยากลำบาก เป็นการอนุญาตให้พวกทหารเข้ามาจับกุมพี่น้องเพราะสงสัยเพียงแค่เป็นคนมลายูมุสลิม ความรุนแรงของเธอได้ทำลายความสัมพันธ์เพื่อนบ้านระหว่างพี่น้องไทยพุทธในพื้นที่กับพี่น้องมุสลิมอย่างน่าเศร้า ฉันอยากให้เธอทบทวนให้ดีๆ ว่าความรุนแรงให้อะไรแก่สังคมมลายูบ้าง?

สิ่งที่น่าสังเกตต่อปรากฏการณ์การใช้สันติวิธีของพี่น้องมลายู หากเธอได้สังเกตการต่อสู้ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง กรณีคดีตากใบเป็นสิ่งที่เธอต้องศึกษาและทบทวนดูกระบวนการต่อสู้ที่ร่วมมือร่วมใจในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการใช้ความรุนแรงของของรัฐนั้น มันสามารถทำให้คนเล็กๆที่ไม่รู้เรื่องกฎหมายเลยสามารถเรียกร้องในสิ่งที่ควรได้รับได้ ข้อนี้เธอควรจะศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ของคนในสังคมเธออย่างยิ่ง

การเยียวยาของคนในสังคมมลายูด้วยกันช่วยให้ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตทั้งพุทธมุสลิมเข้มแข็งขึ้นมาได้ เพราะได้มีการสานเสวนา การเรียนรู้ระหว่างกัน และคนเหล่านี้ก็กลับมาเป็นคนที่รณรงค์เรื่องสันติวิธีอย่างจริงจัง ทั้งที่ความจริงคนเหล่านี้เป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เป็นแนวทางที่เธอชื่นชม

การใช้สันติวิธีแตกต่างกับการใช้ความรุนแรงอย่างไรรู้ไหม? มันจะทำให้คนที่ใช้ความรุนแรงนั้นหมดความชอบธรรมโดยทันที เธอควรจะต่อสู้อย่างอารยะขัดขืนแบบมีการจัดตั้ง การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะต่อสู้กันอย่างสันติ เธอควรเลือกการต่อสู้ทางด้านการเมืองที่เปิดโอกาสให้มีต่อสู้อย่างชอบธรรม และควรจะศึกษาการเมืองทางเลือกที่สามารถรวมคนในชุมชนของเธอให้มาเลือกผู้นำที่มีคุณภาพอย่างที่พวกเธอต้องการ การสร้างเอกภาพภายในสังคมมุสลิมมลายูด้วยกันเอง ปัญหาแนวความคิดอิสลามสายใหม่กับแนวคิดอิสลามสายเก่าควรที่จะต้องมีการเสวนาทางด้านศาสนาด้วยกันเองเพื่อหาทางออกให้แก่คนในสังคมในมลายู ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในภวังค์ของความรุนแรงที่สับสนจนเหลือทางออกที่ริบหรี่ นี่ไม่ใช่หรือ? สิ่งที่เธอควรจะทำงานอย่างหนักมากกว่าการใช้ความรุนแรงอย่างไร้เดียงสาในปัจจุบัน

สิ่งที่ฉันจะเสนอให้เธอคิด คือ วิธีการบางประการที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อที่จะทำให้เธอใช้หนทาง “ตามองตา” เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ ในความคิดของฉันก็คือการที่จะต้องทำความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดกับประชาสังคมไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และองค์กรต่างประเทศทั้งที่เป็นองค์มุสลิมหรือไม่ก็ตาม ฉันเชื่อมั่นว่าการ ร่วมมือทางสังคมสามารถทำให้ปัญหาภาคใต้กลับสู่สันติภาพได้อย่างแน่นอน เพราะการใช้สันติวิธีเท่านั้นจะทำให้เกิดสันติภาพที่ถาวรสำหรับสังคมปาตานี ได้ ประสบการณ์ที่อินเดียสามารถยืนยันสิ่งที่ฉันกล่าวได้

ความไม่เชื่อมั่นต่อวิธีการไม่ใช้ความรุนแรงนั้น ได้ทำลายศาสนาของเธอ ดังเหตุการณ์ 11 กันยา ที่ทำให้มุสลิมทั่วโลกถูกผูกมัดกับความรุนแรงในสายตาของประชาคมโลก ส่วนความรุนแรงที่ปาตานีก็ไม่ได้ต่างกันอะไรกันนัก เพียงแต่อาจกระทบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น สิ่งนี้หรือที่เธอปรารถนามัน

ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องตั้งคำถามจากการใช้ความรุนแรง และพินิจพิเคราะห์ผลของมันอย่างเป็นธรรม ว่ามันเป็นทางเลือกสุดท้ายหรือทางเลือกของพวกตาบอดกันแน่ !

ด้วยมิตรภาพและความหวังดี

เพื่อนของเธอ.

วิพากษ์แห่งวิพากษ์

ฉบับที่ 4 เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง ถึง เยาวชนนักสันติวิธี

ขอความสันติจงมีแด่ท่าน …เพื่อนรัก

หลังจากฟังคุณเทศนามาเป็นเวลานานพอสมควร ผมอยากจะบอกว่าหากการประท้วงของเราที่ผ่านมา เป็นแนวทางสันติที่เราก็ใช้อยู่ แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่าพวกสื่อมวลชนนั้นพยายามสื่อความหมายของเราไปสู่การประท้วงอันป่าเถื่อน ผลของการประท้วงประจักษ์ให้เห็นแล้วว่ามันเปล่าประโยชน์ ข้อนี้คุณก็สนับสนุนการประท้วงอย่างนี้ไม่ใช่หรือ คุณก็เข้าใจดีว่ามันไม่มีประโยชน์สักนิดเดียว

ผมต้องขอสารภาพว่า ไม่เคยมีเหตุอันใดๆ ทั้งสิ้นที่จะทำให้ผมต้องไปนั่งอ่านหนังสือหรืองานเขียน แนวสันติวิธี หรือประสบการณ์การใช้สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้งในที่อื่นๆ เลย แม้ว่าจะมีการรณรงค์เรื่องสันติวิธีก็ตาม แต่ปรากฏการณ์ที่ผมได้เห็นก็คือ มีแต่คำพูดว่า “สันติวิธี” จากปากของผู้ที่ไม่ใช่เหยื่อของความรุนแรง และแม้ว่าเหยื่อจริงๆ ก็ถูกสันติวิธีสอนให้เชื่องๆ เป็นตัวแทนของพวกอ่อนแอไปประกาศให้พี่น้องปาตานีให้อภัย ในสิ่งที่ตนเองได้รับจากความอยุติธรรมจนบางครั้งผมก็สนใจในสิ่งที่พวกคุณกระทำ มันกระตุ้นให้ผมไปหาอ่านและครุ่นคิดเกี่ยวกับสันติวิธีของคุณ แต่ผมก็ยังไม่ปลงใจเชื่อตามที่คุณชักจูง เหมือนคนอื่นๆ เพราะนั้นหมายถึง เป็นการทำร้ายความรู้สึกตนเองมากกว่าที่จะทำตามในวิถีมนุษย์เยี่ยงคนธรรมดา แล้วเราจะมีศาลไว้ลงโทษตัดสินการทำผิดของคนในสังคมทำไม หรือว่าเราควรมีศาลไว้สอนคนที่ถูกทำร้าย ถูกเอารัดเอาเปรียบ ให้รู้จักการให้อภัยคนผิด

สิ่งที่คุณบอกเราว่าสังคมเราแตกแยกนั้น เรายอมรับข้อนั้น และสิ่งที่คุณได้ชี้แนะให้เราสร้างสังคมมุสลิมที่เข้มแข็งก่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั้น เราก็กระทำอยู่และไม่ได้ละเลย เพียงแต่มันเป็นปัญหาภายในของเรา เราสามารถจัดการตามหลักการอันถูกต้องของเราได้

ความคิดและวิธีการของคุณเป็นโลกที่ตายแล้ว หากจะขอย้อนมองประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนที่นี้ ที่ผมเข้าใจว่าเป็นสันติวิธีในความหมายของคุณ เช่น การยื่นข้อเสนอทางด้านการเมืองของท่านหะยีสุหรง แต่กลับกลายเป็นเหยื่อของสันติวิธี และหากมองประวัติศาสตร์อันใกล้เข้ามาอีกสักนิด กรณีของคุณสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิมที่พยายามช่วยพี่น้องมุสลิมที่นี้ก็กลับกลายเป็นเหยื่อของสันติวิธีไปอีกคน ฯลฯ

แล้วอย่างนี้เราต้องเลือกใช้มันอีกหรือ? คุณบอกให้เราอดทนกับบททดสอบของพระผู้เป็นเจ้า แต่คุณไม่เคยรู้เลยหรือว่าการต่อสู้กับผู้ปกครองที่อยุติธรรมนั้น ความรุนแรงถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น ศาสนาของเราใจกว้างมากในการเปิดให้ใช้ความรุนแรงที่มีเหตุผลทางศาสนาอันเป็นที่ยอมรับ ข้อนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์มีอยู่ในตัวทุกคน หากคุณทำตัวเหมือนมนุษย์ที่ไร้ความรู้สึกที่ไม่รู้รสชาติของความเจ็บปวด คุณก็น่าจะไม่ใช่คนปกติสักเท่าไร

ในสิ่งที่คุณบอกให้ใช้สันติวิธีนั้น ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดพวกนักสันติวิธีอย่างพวกคุณไม่ไปเทศนาเรื่องสันติวิธีให้แก่ทหารและตำรวจบ้าง แต่คุณมาบอกเหยื่ออย่างพวกเรา มันตลกสิ้นดีกับการทำงานของคุณ คุณก็รู้ว่าใครเป็นคนผลิตความรุนแรงเสมอในโลกใบนี้ ผมไม่เคยเห็นประชาชนเริ่มใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่รัฐก่อนสักครั้ง มีแต่ปฏิกิริยาที่ตอบโต้การใช้ความรุนแรงจากรัฐเท่านั้น

ข้อกล่าวหาที่คุณบอกว่าพวกเราเป็นพวกที่ใช้ความรุนแรงอย่างไร้เดียงสานั้น น่าจะใช้กับพวกคุณมากกว่า พวกสันติวิธีที่หน่อมแน้ม เพราะการใช้ความรุนแรงของพวกเราที่กลั่นกรองออกมาเป็นอย่างนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่พวกพลเรือน แต่บางครั้งมันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คุณคงคิดว่าพวกเรานั้นเป็นพวกบ้าระห่ำที่ทำลายล้างโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร ข้อนี้เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะการปฏิบัติงานทุกครั้งเราต้องกำหนดแน่นอนกับสิ่งที่เรากระทำ เราจะไม่เสียเวลาเพื่อทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรอก

หากพูดถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพ จะว่าไปแล้วเจ้าหน้าที่ไม่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ เลยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะที่นี่ ไม่มีสิทธิที่จะให้พวกเจ้าหน้าที่ละเมิด เพราะเราไม่เคยได้รับสิทธินั้นๆ อย่างเต็มรูปแบบสักครั้งเดียว และข้อกล่าวหาที่คุณได้บอกว่าพวกเราละเมิดสิทธิคนกลุ่มน้อยชาวไทยพุทธในพื้นที่นั้น ข้อนี้เราไม่เคยละเมิดพวกเขาเลย แต่พวกเขาต่างหากที่พยายามใส่ไคล้พวกเราและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

อิสลามมีวิสัยทัศน์ทางด้านสังคมอย่างดี หากสังคมเราได้นำหลักการศาสนามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เราขอรับรองว่าศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาที่เข้าใจเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง เราสามารถให้ความยุติธรรมแก่ทุกๆ ศาสนิกไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือมุสลิม เราจะลงโทษคนที่ผิดอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหลุดพ้นจากพันธนาการที่โหดร้าย ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลือกทางเดินของเราเอง ถึงเวลาแล้วที่พวกสันติวิธีต้องเปิดตายอมรับความจริงและให้ความยุติธรรมแก่คนที่ถูกกดขี่ ไม่ใช่เพียงแต่ประณามความรุนแรงที่ไม่ยอมศึกษาบริบทของสังคมอย่างละเมียดละไม

บางครั้งเราก็คิดว่าความคิดเห็นเรื่องสันติวิธีนั้น อาจจะเป็นเครื่องมือของพวกผู้ปกครองที่กดขี่ พวกคุณต้องทบทวนบทบาทของคุณว่า แนวคิดของพวกคุณนั้นเป็นการผลิตซ้ำความรุนแรงโดยอนุญาตให้ความรุนแรงนั้นใช้ได้เฉพาะรัฐเท่านั้นหรือไม่? การประณามความรุนแรงของพวกคุณเป็นกิจกรรมที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยสักนิดเดียว หรืออาจจะมีประโยชน์ที่เป็นช่องทางทำให้พวกคุณได้พูดคุยกับตัวแทนของรัฐ แล้วทำให้ตัวแทนรัฐได้ออกมาขอโทษที่ใช้ความรุนแรง ข้อนี้เราก็ไม่เห็นว่ามันสำคัญเท่ากับการจับคนผิดมาลงโทษเลยแต่อย่างใด

เรามิอาจจะให้คุณเลือกใช้ความรุนแรงอย่างเรา แต่เราอยากให้คุณศึกษาอย่างรอบคอบในวิธีการของพวกคุณ พร้อมแนวความคิดอันเป็นอุดมคติของพวกคุณ เพราะเราเข้าใจว่าพวกคุณไม่ได้รับความรู้สึกอย่างเรา ผมหวังว่า เราคงได้มีการพูดคุยกันอีกในอนาคตอันใกล้นี้ หากพระเจ้าประสงค์ให้เราเจอกัน

หวังว่าเพื่อนจะเข้าใจ

เพื่อนของคุณ.

ปล. “ศรัทธาของท่าน ความเชื่อของท่าน ก็เป็นของท่าน ความเชื่อของเรา ศรัทธาของเรา ก็เป็นของเรา”***
——————————————————————————–
*งานเขียนชิ้น เป็นงานที่เป็นการสร้างภาพทางด้านความคิดระหว่างแนวคิดที่ไม่ปฏิเสธความรุนแรงอย่างสุดขั้วกับแนวคิดสันติวิธี โดยงานชิ้นนี้ได้รับอิทธิโดยตรงจากงานแปลของ เกษียร เตชะพีระ เรื่อง ‘วิวาทะบิน ลาเดนกับคานธี ทำไมจึงก่อการร้าย’ ซึ่งเรียบเรียงจากงานของ Bhikhu parekh, “Why terror?”, Propect,97(20 April 2004) เผยแพร่ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยทางผู้เขียนได้พยายามนำข้อถกเถียงดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับเรื่องความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขอทำความเข้าใจว่านี่เป็นข้อถกเถียงที่สมมุติขึ้นจากการทำงานปริทัศน์หนังสือเรื่องภาคใต้เพื่อพยายามจะให้เห็นแนวความคิดทั้งสองแนว ผู้เขียนขอขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ที่มีค่าจาก รอมฎอน ปันจอร์, ประทับจิต นีละไพจิตร และชาญชัย ชัยสุขโกศล อย่างไรก็ดี ท่านทั้งสามไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อเขียนทั้งหมดของบทความชิ้นนี้ ข้อผิดพลาดทั้งหมดในงานชิ้นนี้ผู้เขียนขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

** นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

*** ส่วนหนึ่งของบทเพลงที่ชื่อว่า “ลำธาร” โดยศิลปิน มาโนช พุฒตาล ชุด “ในทรรศนะของข้าพเจ้า”

Permalink 2 ความเห็น

ช่องว่างระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐ

มกราคม 22, 2008 at 9:23 am (Uncategorized)

                                                                                                                          อิสมาแอล หวังและ1

ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ก่อตัวขึ้นได้สร้างความหวาดกลัวในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง ขณะที่กระแสความไม่เข้าใจของสังคมส่วนใหญ่ต่อศาสนา และวัฒนธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีเพิ่มขึ้น ซึ่งหากปล่อยปะละเลยก็จะไม่เป็นผลดีต่อสังคมอย่างแน่นอน แต่ทว่าภาวะความไม่สงบเหล่านี้นี่เอง ที่ได้ก่อตัวผู้ที่มีจิตช่วยเหลือขึ้นมาหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มนักศึกษาที่ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ. ปัตตานี) ที่รู้จักกันในนาม “กลุ่มอิสระทำกิจกรรมสามจังหวัดชายแดนใต้” หรือ “กลุ่มอิสระเคลื่อนไหวทางสังคม” ซึ่งรวมกลุ่มมาจากองค์กรกิจกรรมต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ปัญหา พวกเขาเองก็ไม่ได้เข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากนัก แต่ด้วยข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ กอปรกับความไม่เข้าใจของสังคมส่วนใหญ่ต่อศาสนาและวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้ จึงได้นำพวกเขาไปสู่การเรียนรู้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ผ่านการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ลงขัน” เป็นคำพูดที่มักได้ยินบ่อยครั้ง เมื่อถึงเวลาลงพื้นที่เพราะนั่นคือการควักเงินจากกระเป๋าตังค์ตัวเอง แล้วมารวมกันเพื่อจะนำไปเหมารถสองแถวลงสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซึ่งเป็นที่สงสัยอย่างมากในช่วงเวลานั้น นั่นก็คือการหายตัวไปของชาวบ้าน

จากเงินในกระเป๋าซึ่งเป็นตังค์ของแม่ นำไปสู่การเรียนรู้นอกพื้นและได้พบกับข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งนัก เมื่อได้เจอและพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้บอกถึงการหายตัวไปของชาวบ้านในพื้นที่ว่าโดนอุ้ม การเรียนรู้นอกพื้นที่จึงนำไปสู่การท้าทายยิ่งขึ้นเมื่อข้อมูลตกมาอยู่ในมือ สิ่งที่คิดในขณะนั้น คือ เราจะทำอย่างไรกันต่อ

ลำพังคนเพียงห้าหกคนคงไม่มีพลังในการจะเป็นกระบอกเสียงต่อสังคมกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากนัก แต่สิ่งที่สามารถทำได้ขณะนั้นคือการนำสิ่งที่ได้รับรู้ ไปบอกต่อกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกันเพื่อสะกิดและจุดประกายความคิดเพื่อนนักกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย การรวมกลุ่มก็เกิดขึ้นนำไปสู่การลงพื้นที่ร่วมกันโดยอาศัยจากงบประมาณเดิม คือ ลงขันเช่ารถสองแถว

ถึงแม้จะเป็นนักศึกษารั้ว มอ.ปัตตานี ก็ใช่ว่าจะง่ายดายต่อการเข้าถึงชาวบ้าน เพราะในขณะนั้นความไม่ไว้วางใจได้เกิดขึ้นแล้ว การลงพื้นที่ในช่วงแรกๆต้องอาศัยความอดทนยิ่งนัก แต่เมื่อได้สัมพันธ์กับชาวบ้านหลายๆ ครั้ง ความยากลำบากก็ได้จางหายเพราะชาวบ้านให้ความไว้วางใจมากขึ้น ประกอบกับภาษามลายูที่ตัวนักศึกษาเองพอสื่อสารได้ อีกทั้งยังมีชุดนักศึกษาสีขาวที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ใจ การพบปะพูดคุยจึงง่ายขึ้นและในหลายๆ ครั้ง ชาวบ้านจะชวนขึ้นบ้านแล้วเลี้ยงอาหาร พร้อมผลหมากรากไม้เยอะแยะมากมาย สดๆ จากสวนให้รับประทาน เหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความไว้วางใจต่อนักศึกษา

หลังจากนั้น ข้อมูลเยอะแยะที่อัดแน่นไปด้วยความจริงก็ได้ถูกส่งไปให้กับผู้ใหญ่และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจนนำไปสู่การลงพื้นที่ของผู้ใหญ่เหล่านี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นเดิม เพราะผู้ใหญ่หลายคนเป็นคนนอกพื้นที่ พูดภาษามลายูก็ไม่ได้ อีกทั้งยังต่างศาสนาด้วย ความไม่ไว้วางใจของชาวบ้านก็มีมากขึ้นเป็นหลายเท่า แต่ก็อาศัยนักศึกษาที่ลงพื้นที่แนะนำและทำความเข้าใจกับชาวบ้านจนในที่สุดชาวบ้านก็เปิดปากพูดคุยแลกเปลี่ยน

ในระหว่างที่ลงพื้นที่เก็บเกี่ยวข้อมูลนั้น อีกบทบาทที่ทำพร้อมไปด้วยกัน คือการแบ่งงานให้กับเพื่อนๆ เพื่อสร้างสัมพันธ์ขยายกระบอกเสียงกับเพื่อนนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัยไล่ไปตั้งแต่ภาคใต้ถึงภาคเหนือ เช่น ม.ทักษิณ ม.ราชภัฏสงขลา ม.วลัยลักษณ์ ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.แม้ฟ้าหลวง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะถูกตอบรับอย่างเต็มที่เพราะข้อมูลที่นำไปบอกเล่านั้น มันไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน อีกทั้งยังไม่มีใครอยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น

จากการเดินสายขยายกระบอกเสียงให้กับนักศึกษาต่างสถาบันนั่นเอง ที่ได้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคมากมาย และนำไปสู่การถอดบทเรียนที่ได้ข้อสรุปว่า พูดให้มากเท่าไรก็ไม่มีใครเชื่อหรอก จะต้องให้เพื่อนนักศึกษาลงมาเห็นกับตาสัมผัสกับมือด้วยตัวเอง

เมื่อได้ข้อสรุปจากการถอดบทเรียนดังกล่าว เส้นทางการเรียนรู้ของนักศึกษากลุ่มนี้จึงได้เดินไปสู่เวทีระดับประเทศโดยการจัดโครงการ โครงการสมัชชาสุขภาพว่าด้วยการรวมพลังผู้นำนักศึกษาและองค์กรนักศึกษาสร้างความสมานฉันท์ในปัญหาชายแดนใต้ ระหว่างวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2548 ที่ มอ.ปัตตานี โดยเชิญตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศลงมาเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายนักศึกษาทั่วประเทศเพื่อเป็นกระบอกเสียงต่อการสร้างความเข้าในและลดช่องของสังคมสามจังหวัดชายแดนใต้กับสังคมส่วนใหญ่ของประเทศไทย

ประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการครั้งนั้นที่เห็นได้ชัดคือ ความหวังของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดต่อนักศึกษาในการเข้ามามีบทบาท ความไว้วางใจต่อนักศึกษา ความสัมพันธ์ราวลูกกับพ่อ ผ่านความรู้สึกที่มีทั้งรอยยิ้มของความดีใจ มีความสุข น้ำตาแห่งความเศร้าร้าวทุกข์ ได้ถ่ายทอดผ่านเวทีการเรียนรู้นอกรั้วมหาวิทยาลัยในครั้งนั้น

จนถึงปัจจุบันนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทางสังคมของรั้ว มอ ปัตตานีแห่งนี้ก็ยังคงรวมกลุ่มต่อไปถึงแม้ว่ารุ่นพี่ที่เป็นคนเริ่มก่อตั้งกลุ่มได้จบการศึกษากันไปหลายคนแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่วันที่ 9-12 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา ทางสภานักศึกษานักศึกษาร่วมกับคณะรัฐศาสตร์และองค์กรภาคีของ มอ.ปัตตานี ได้จัด โครงการนักศึกษาสู่ชุมชนเยียวยาผู้สูญเสีย ซึ่งได้เชิญนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสู่ดินแดนด้ามขวานเรียนรู้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งหวังให้มีการปรับทัศนคติต่อคนในพื้นที่ภายใต้สถานการณ์ที่ทำให้เกิดช่องว่างของความระหวาดระแวง และเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจของศาสนาและวัฒนธรรมของสังคมมุสลิมในพื้นที่

มีนักศึกษาหลายคนที่สะท้อนออกมาว่ากิจกรรมครั้งนี้ทำให้เขาได้รับรู้ถึงความเป็นมิตรของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาได้รับการต้อนรับจากชาวบ้าน ยังได้กินทุเรียน มังคุด เงาะที่ชาวบ้านเอามาให้ในระหว่างการเยี่ยมเยียนอย่างอิ่มหนำสำราญ อีกทั้งยังได้สัมผัสกับน้ำตาแห่งความสูญเสียในพื้นที่สีแดงที่ทางรัฐกำหนดว่าอันตราย เป็นบทเรียนที่มีค่ามากมายหลายเท่าเมื่อเปรียบกับการนั่งเรียนในห้องเรียน

อย่างไรก็ตาม แม้นักศึกษา มอ.ปัตตานีกลุ่มนี้ได้ทำกิจกรรมในพื้นที่ไปไม่น้อย แต่ในมุมกลับกันพวกเขาถูกโดนเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกับการตั้งแง่สงสัยต่อกิจกรรมที่ทำ เพราะในระหว่างที่กิจกรรมต่างๆ ได้ดำเนินการอยู่นั้น ก็มีการเข้าตรวจค้นบ้านเช่านักศึกษาที่ทำกิจกรรมดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นแหล่งซ่องสุมบ้าง มั่วสุมยาเสพติดบ้าง นักศึกษากลุ่มนี้จึงต้องพยายามทำความเข้าใจต่อเจ้าหน้าที่และยืนยันความบริสุทธิ์ใจกับกิจกรรมที่ทางกลุ่มจัดขึ้น

ความสงสัยของเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังมีมาตลอด ล่าสุดคือก่อนหน้าการจัดโครงการนักศึกษาสู่ชุมชนเยียวยาผู้สูญเสียเพียงสัปดาห์เดียว บ้านเช่าของนักศึกษาที่ร่วมจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้ถูกเข้าค้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หนึ่งในสมาชิกของบ้านซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่มาค้นบ้านประมาณสิบโมงเช้าโดยยกกำลังมาถึง 50 นายซึ่งถือว่าไม่น้อยทีเดียวสำหรับการเข้าค้นบ้านเพียงหลังเดียวกลางเมืองปัตตานี

แม้จะยกพลมาเป็นจำนวนมากมาย แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่เอาไปกลับเป็นเพียงเอกสารและหนังสือที่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายหนังสือทั่วไป พร้อมกับรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์ ซึ่งเมื่อเอาไปตรวจสอบแล้วก็ไม่มีข้อสงสัยอะไรหรือความผิดแต่ประการใด น่าตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการเข้าค้นบ้านนักศึกษาเพียงหนึ่งหลังต้องใช้กำลังจำนวนเยอะขนาดนี้ และในระหว่างที่จัดโครงการก็ยังโดนสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ โดยที่ไม่ให้ความร่วมมือต่อการทำกิจรรมของนักศึกษาอย่างอิสระ

แต่สิ่งที่ตามมาซึ่งน่าหนักใจไม่น้อยกว่ากัน คือ ในขณะนี้เพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงไม่กล้าคุยด้วย แม้แต่มองหน้าหรือทักทายก็ยังกล้าๆ กลัวๆ เกิดความระแวงต่อสมาชิกที่อยู่ในบ้านหลังนั้น ซึ่งเท่ากับว่าการเข้าค้นบ้านนักศึกษาในครั้งนี้ก็คล้ายกับการประทับตราไปเสียแล้ว

ในภาวะความไม่สงบเช่นนี้ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นการเสียสละเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและเพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้โดยมีความมั่นคงและปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงและระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย มิใช่ว่าคิดแล้วทำโดยที่ไม่ได้เรียนรู้และเข้าใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลย จะอันตรายเป็นอย่างมากหากสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมของสังคมและวัฒนธรรม เพราะอาจจะนำไปสู่การเข้าใจผิด สร้างอคติต่อกันจนเกิดช่องว่างขึ้น และหากยิ่งโดนกระทำซ้ำเข้าไปอีก ก็อาจจะนำไปสู้ความแค้นได้ เชื่อว่าไม่มีใครต้องการสภาพนั้นอย่างแน่นอน

นักศึกษาถือว่าเป็นภาคส่วนที่สำคัญต่อสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทางสังคมซึ่งกำหนดบทบาทของตัวเองให้มากกว่าศึกษาเล่าเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว พวกเขายังมีภารกิจในการช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะอยู่ในซอกมุมไหนของประเทศ พวกเขาก็ดั้นด้นทนต่ออุปสรรคลำบากลำเค็ญในการที่จะนำแรงกายแรงใจไป เพื่อให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุขตามอุดมคติที่ตัวเองใฝ่ฝัน ไม่ต่างกับปัญหาในชายแดนใต้ที่ยังมีนักศึกษาที่อยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นด้วยการทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าตอบแทน แถมยังมีความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

แต่หากว่าการทำกิจกรรมของนักศึกษาไม่ได้รับความร่วมมือและความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่ ตลอดจนภาคส่วนอื่นๆ ในการสนับสนุนกิจกรรมที่นักศึกษาได้จัดทำขึ้นดังที่เคยเป็นอยู่ ซึ่งหากดูผ่านๆแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานานเข้าอาจจะนำไปสู่การหวาดระแวง เป็นการเพิ่มช่องว่างระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐได้ผลที่ตามมาคือความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีกในอนาคต

1 อิสมาแอล หวังและ อดีตนักศึกษา มอ.ปัตตานี

Permalink ให้ความเห็น

สวนของปราชญ์ขี้เกียจในพื้นที่สีแดง

มกราคม 22, 2008 at 9:19 am (Uncategorized)

                                                                                                                        นพพล อาชามาส1

เมื่อเราไปถึงบ้านสวนใกล้แม่นำสายบุรีก็เป็นเวลาเย็นแล้ว เจ้าของบ้านออกมายิ้มแย้มต้อนรับ พร้อมผลหมากรากไม้ที่เก็บจากสวนตัวเองเป็นถังๆ

“ชาวบ้านหลายคนมารอตั้งแต่บ่ายๆ กลับไปกันหมดแล้วละ” แบยาที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ปราชญ์ชาวบ้าน’ พูดถึงเหล่าเพื่อนบ้านที่มารอพูดคุยกับเรา แต่ปัญหาบางประการทำให้เรามาล่าช้ากว่ากำหนด เราจึงได้พบเพียงแบยา เจ้าของบ้าน ที่รออยู่เพียงคนเดียว

แบยา หรือ มะดามิง อารียู ชายมุสลิมวัยกลางคน อยู่ในชุดสบายๆ เสื้อตัวบางและโสร่งสีขาว หมวกกอปิเยาะห์ที่สวมใส่ก็เป็นสีขาว ดูตัดกับหนวดเคราสีดำยาว แต่แววตากลับนิ่มนวลดูเป็นมิตร บ้านสวนพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ของแบยาตั้งอยู่ในหมู่บ้านเกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในหลายๆ ที่ ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่สีแดงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รถสองแถวที่เรานั่งมาจอดอยู่บนลานโล่งหน้าบ้าน บ้านเป็นบ้านใหญ่ และกว้าง โครงเดิมเป็นไม้แต่ซ่อมแซมปรับปรุงด้วยปูนและสังกะสี หน้าบ้านมีต้นเงาะผลแดงสุกปลั่งเต็มต้นตั้งตระหง่านอยู่ มีอาคารหลังเล็กชั้นเดียวอีกหลังติดกับสวน ทำหน้าที่เป็นวิทยาลัยชุมชน สอนความรู้ทั้งด้านการเกษตรและด้านศาสนา สวนด้านหลังปกคลุมด้วยไม้ใหญ่หนาทึบและเขียวสด ดูเหมือนป่ามากกว่าจะเป็นสวน อุดมไปด้วยผลไม้หลากชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด ลองกอง สะตอ และสมุนไพรอีกนานา

เรานั่งพักพูดคุย ทำความรู้จักกันบนแคร่ไม้หน้าผืนป่า ข้างๆ แคร่เป็นเปลนอนใต้ร่มไม้ ชาและกาแฟถูกนำมาต้อนรับผู้มาเยือน เงาะ มังคุด วางอยู่ข้างหน้าเต็มถัง

“เรื่องปราชญ์ชาวบ้านนี่ ผมไม่ได้อะไรหรอก เขาเรียกกันเอง เราก็แค่เกษตรกรบ๊องๆ หน่อย คิดอะไรสวนกระแสอยู่บ้าง คนเราถ้าตามกระแส ก็เหมือนกับปลาตาย ถ้าทวนก็เหมือนกับปลาเป็น” แบยาพูดถึงคำว่าปราชญ์ชาวบ้านที่เขาถูกเรียกขาน

เจ้าของบ้านในวัย 48 ปี บอกต่อว่าตอนนี้เขายังก็เรียนอยู่ เรียนปี 2 ที่วิทยาลัยอิสลามยะลา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นนักเรียนที่แก่ที่สุดในห้อง แบยาบอกว่าเขาเรียนรู้อยู่ตลอดชีวิต เรียน ‘ของจริง’ ไม่ใช่เพียงทฤษฎี…

2

“เขาบอกจะมาสร้างเขื่อน เราก็ตั้งคำถามในใจว่าทำไมต้องสร้าง ทำไมต้องกั้นแม่น้ำ แม่น้ำมันไหลไปไหลมาของมัน เราคิดว่าถ้าสร้างมันจะกระทบ พี่น้องที่อยู่ใกล้กันก็จะแตกกันไป เลยตั้งวงคุยกับชาวบ้าน รวมกันคัดค้านโครงการนี้ ก็เลยถูกว่าเป็นพวกหัวหมอ” แบยาเล่าย้อนถึงการรวมกลุ่มชาวบ้าน ลุกขึ้นคัดค้านการสร้างเขื่อนสายบุรี ของกรมชลประทานเมื่อปี 2535

เขากับชาวบ้านร่วมกันประท้วงที่หน้าศาลากลางยะลา จนโครงการต้องชะลอไป แต่ไม่นานโครงการในนามของ‘การพัฒนา’ก็จะเดินหน้าต่อ คราวนี้แบยาและชาวบ้านต้องเดินทางไปคัดค้านเขื่อนถึงกรุงเทพฯ ร่วมกับสมัชชาคนจน ในการชุมนุม 99 วันบนท้องถนน เมื่อปี 2538

แบยาเล่าว่าเขาได้ตระเวนไปคุยกับนักศึกษาในหลายๆ มหาวิทยาลัย ได้ชี้แจงปัญหากับชาวบ้าน ลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐในพื้นที่อื่นๆ และด้วยการช่วยเหลือด้านข้อมูลของอาจารย์และ NGO บางส่วน ในที่สุดมติคณะรัฐมนตรียุคนั้นก็ให้มีการยกเลิกการสร้างเขื่อนสายบุรี ซึ่งถือเป็นเขื่อนเดียวในประเทศที่มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ เขื่อนอื่นๆ ที่หยุดสร้างเพียงแต่เขียนว่าชะลอหรือยับยั้งไว้ชั่วคราวเท่านั้น

“เขาบอกว่าถ้าไม่ทำ (เขื่อน) วันนั้น อีก 10 ปีน้ำก็จะแล้ง ณ วันนี้นี่ 15 ปีผ่านมาแล้ว น้ำยังท่วมถึงตัวบ้านอยู่เลย” ว่าแล้วแบยาก็ชี้ให้ดูเสาบ้านซึ่งต้องยกกันน้ำสูงกว่า 2 เมตร “แต่ถ้ามีโอกาสทำวันนั้น ชะตากรรมพี่น้องก็จะเจอไม่ต่างจากพี่น้องที่เขื่อนภูมิพล เขื่อนปากมูน หรือเขื่อนอื่นๆ วิถีชีวิตเขา ยังไม่กลับคืนมาอีกเลย”

“ชีวิตชุมชนมันอยู่ด้วยความเรียบง่าย แต่เจตนาดีของราชการ รู้สึกว่าคนอยู่แบบเรียบง่าย มันไม่เข้าท่า มันต้องเจริญ” ปราชญ์แดนใต้สรุปถึงวิถีทางการพัฒนาที่รัฐส่วนกลางยัดเยียดลงมาให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย

3

ระหว่างรออาหารเย็น ฟ้ามืดลงแล้วและฝนเริ่มโปรยลงมา แบยากับเราเหล่าผู้มาเยือน นั่งล้อมวงพูดคุยเกี่ยวกับวิถีการเกษตรของปราชญ์ผู้นี้

“ตอนแรกก็คล้อยไปตามเขาเหมือนกัน พักหลังเราก็เรียนรู้ของเราไป ตอนนี้ก็ทำการเกษตรกับป่า กลับมาฟื้นชีวิตแบบคนเมื่อก่อน รูปแบบการเกษตรแบบดุซง

“ดุซงเป็นพื้นที่เกษตรที่มีความหลากหลาย ปลูกอะไรที่อยากจะกิน อยากจะใช้ อยากกินลองกองก็ปลูกเอาไว้ อยากใช้ยาสมุนไพร ก็ปลูกเอาไว้ การจัดการก็ไม่ได้ทำลาย ไม่ใช่ยา ถางหญ้าไม้เล็กๆ บ้างเล็กน้อย ผลผลิตมีทุกฤดูกาล กินใช้กันก่อน เหลืออะไรก็ค่อยขาย”

วิถีเกษตรชนิดนี้เป็นวิถีดั้งเดิมของชาวสวนมุสลิม คล้ายคลึงกับวนเกษตร ทำแบบไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเป็นหลัก แต่คิดว่าทำอย่างไรให้มีกินและแบ่งปันให้คนอื่นได้ ในอดีตบริเวณลุ่มน้ำสายบุรีนี้มีสวนดุซงแทบทุกชุมชน แต่ปัจจุบันหาได้ยากแล้ว

“อาจไม่รวยแต่สามารถสร้างความอบอุ่น เชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ในชุมชนได้” แบยายกตัวอย่างการเชื่อมโยงว่า ผลผลิตแรกที่ได้จากดุซง จะมีการเรียกเพื่อนบ้านมาร่วมกันกินและทำบุญ เป็นการสร้างความร่วมไม้ร่วมมือในชุมชนวิธีหนึ่ง

“เกษตรเชิงเดี่ยว เขาคิดเรื่องเงินอย่างเดียว ไม่ได้คิดเรื่องชุมชน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สวนมังคุดก็มีแต่มังคุดอย่างเดียวทั้งสวน คิดแต่จะขาย

“10 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้ใช้ปุ๋ยแม้แต่เม็ดเดียว แต่พวกสวนเชิงเดี่ยวปลูกทุเรียนที ต้องเอาปุ๋ยมาจากนอร์เวย์ ใส่เรือใบไวกิ้งมา ทั้งที่นอร์เวย์นี่ปลูกไม่ได้เลยสักต้น” แบยาอธิบาย

“ถ้าคนไม่มีที่ดินละครับ เขาจะทำเกษตรแบบนี้ได้ไหม” ใครคนหนึ่งในวงถามขึ้น

“แล้วเขามีสมองไหมละ” เจ้าของบ้านถามสวนกลับไป

วงสนทนาจึงเดินทางสู่เรื่องปัญหาที่ดิน ซึ่งแบยาก็ยอมรับว่าเรื่องที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ เป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องต่อสู้ เขาเห็นว่าเกษตรกรไทยทุกคนมีสิทธิ์ที่จะต้องมีที่ในประเทศไทย

ฝนยังไม่หยุด แต่กลิ่นสะตอปิ้งในเตาไฟลอยอบอวลมาขณะการพูดคุยดำเนินไป ทำให้ท้องเริ่มร้อง แม้กองเปลือกเงาะที่วางอยู่ตรงหน้าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

“สวนแบบนี้มันเป็นสวนของคนขี้เกียจ” แบยาทิ้งท้าย ก่อนชวนกันหยุดความหิว ด้วยการลุกไปกินข้าว

4

เช้าตรู่วันใหม่ เจ้าของบ้านตื่นแต่เช้า ออกไปเดินเล่นอยู่กลางลานหน้าบ้าน ไก่บ้านเดินวิ่งไปมา ต้นไม้ในสวนป่าเขียวสด อากาศชุ่มชื้นหลังฝนตกเมื่อเย็นวาน

“ไม่รู้มียิงกันหรือเปล่าเมื่อคืน ตรงนี้ก็อยู่‘เขตอันตราย พื้นที่สีแดง’ บางวันทหารก็มาเดินลาดตระเวนแถวนี้ ยิงกันก็ใกล้ๆ นี่แหละ” แบยาเล่าสถานการณ์รอบๆ บ้านให้ฟัง

“ผมไม่ได้สนใจตัวเหตุการณ์มากนัก ผมมองเรื่องปากท้อง วิถีชีวิตคน ชุมชน วัฒนธรรม”

กับเรื่องความรุนแรง แบยายืนยันว่าศาสนาไม่เคยส่งเสริมให้ใช้ แค่จะตัดใบไม้สักใบ คนมุสลิมยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ ถ้าตัดโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรก็ถือว่าเป็นบาปได้

“อัลกุรอ่าน คือธรรมนูญของอิสลาม คนจะดี คือคนที่เข้าใจและเรียนรู้อัลกุรอ่าน มันสอนเราว่าชีวิตคือความชั่วคราว เพื่อหาทางเลือกระหว่างสวรรค์-นรกเท่านั้นเอง มาเล่นละครกันแป๊บเดียว หลักอิสลามไม่ให้จริงจังมากกับโลกนี้ กลับกันเรากลับไม่จริงจังกับการเตรียมตัวที่จะอยู่นาน แต่จริงจังกับสิ่งชั่วคราวไม่กี่สิ่ง” แบยาพูดถึงหลักศาสนา

“เหตุการณ์ที่เกิดก็กระทบความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เกิดความหวาดระแวง แม้จะดำเนินชีวิตตามปกติ ไปกรีดยางทำสวน แต่มีความรู้สึกระแวง รู้สึกกลัว หลังๆ เริ่มดีขึ้น ใจชาวบ้านเข้มแข็งขึ้น อีกแง่ก็ดี ทำให้เด็กวัยรุ่นกลับเข้าบ้านเร็วขึ้น” แบยาพูดแล้วหัวเราะ

บางทีเสียงหัวเราะนี้ มันอาจบอกเราว่าในท่ามกลางความเลวร้าย การพยายามมองหาข้อดีและมีเสียงหัวเราะกับมันบ้าง ก็ทำให้เราพออยู่ร่วมกับความโหดร้ายนั้นได้

“เพื่อให้อยู่ได้สบาย ยั่งยืน ก็ต้องพยายามมองแง่ดี ตาเรามี 2 ข้าง ตาขวามองในสิ่งดีของเพื่อนของคนรอบข้าง ตาซ้ายมองในสิ่งไม่ดีของตัวเรา เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ใจมันอ่อนแอนะ ถ้ามองแต่สิ่งไม่ดี” แบยายิ้ม

บนพื้นที่สีแดงนี้ ไม่ว่าสถานการณ์ความรุนแรงรอบข้างจะดำเนินไปอย่างไร ชีวิตปราชญ์ผู้นี้ยังดำเนินไปตามปกติ ยังคงตื่นเช้า เข้าสวน ไปเรียน อยู่กับชุมชน ต่อสู้เพื่อวิถีชีวิต เพื่อวัฒนธรรม และยังคงมองโลกในแง่ดี

5

ทุเรียนหลายลูกถูกหิ้วออกมาง่ายๆ จากผืนป่า ไม่ต้องปีนขึ้นไป ไม่ต้องสอยลงมา แต่เดินมองหาตามผืนดิน ราวมันตกลงมาจากฟ้า กลางคืนถ้านอนฟังดีๆ อาจได้ยินเสียงทุเรียนลูกใหญ่ตกจากต้น เมื่อเก็บออกมา ก็เปิดกินกันทันที โดยเจ้าของบ้านรับหน้าที่ผ่าให้ กินทุเรียนเสร็จ ตามด้วยข้าวยำ และแตออ (ชาร้อนไม่ใส่นม) เป็นอาหารมื้อเช้าที่ดูกลับกันอย่างไรชอบกล

เช้านี้แบยาต้องเข้าไปเรียนที่วิทยาลัย แม้จะมีเมียหนึ่ง และลูกเจ็ดแล้ว แต่ยังคงต้องเปิดทวนดูรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจอิสลามที่เขาทำ เตรียมนำไปส่งอาจารย์เหมือนนักศึกษาวัยรุ่น หลังอาหารแบยาที่สวมเสื้อเชิ้ตเรียบร้อย จึงออกจากบ้านไป เหล่าผู้มาเยือนก็เก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทางต่อ

กวาดสายตามองไปรอบสวนป่าอันเขียวชอุ่มอีกครั้ง-สวนของคนขี้เกียจ-หวนนึกถึงจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์แห่งชนเผ่าปกาเกอญอ ก็เคยพูดเช่นนี้ถึงการจัดการสวนของเขา และคงไม่แตกต่างกันมากจากวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และอาจรวมถึงเหล่าปราชญ์ชาวบ้านอีกหลายๆ คน

บางทีเหล่าปราชญ์ชาวบ้านอาจต่างเป็น‘คนขี้เกียจ’ก็เป็นได้…

1 นพพล อาชามาส นักศึกษา ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Permalink ให้ความเห็น

Next page »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.