บันทึกจากหมู่บ้าน “คอลอบาแล”พื้นที่ที่ถูกทำให้เป็นสีแดง

มกราคม 22, 2008 at 9:15 am (Uncategorized)

                                                                                                                                ดาริกา

รถสองแถวสีแดงที่กำลังบรรทุกกลุ่มคนหนุ่มสาวราวเกือบสามสิบกว่าชีวิตผ่านถนนสายปัตตานี – ยะลา มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านหลังเขื่อนบางลาง หมู่บ้านที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังสัญลักษณ์แห่งเทคโนโลยีและการพัฒนา และหมู่บ้านที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นที่สีแดง น่ากลัว จนน้อยคนนักที่จะกล้าเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนี้

แต่พวกเราคนหนุ่มสาวที่มารวมกลุ่มพร้อมกันผ่าน “โครงการนักศึกษาสู่ชุมชนเยียวยาผู้สูญเสีย” กำลังจะเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ แม้ว่าพวกเราจะมาจากเชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลฯ กรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งภาคใต้ตอนบน เราอาจมาจากคนละฟากฝั่งของแผ่นดิน แต่เราก็ได้แบกคำถาม ความสงสัย และความใคร่รู้มาจนถึงที่นี่ เพื่อมาสืบค้นเรื่องราวบางอย่างที่ไม่เคยมีใครบอกให้เรารู้เลย เพราะมันถูกบิดเบือนมาตลอดจากผู้กุมอำนาจการสื่อสาร

เราจึงต้องมาหาความจริงที่มาจากปากของผู้ถูกกระทำจริงๆ และเราก็หวังว่าเราจะได้รู้อะไรที่เป็นอีกด้านหนึ่งของความจริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ “หมู่บ้านคอลอบาแล”

……………….

กว่าที่เราจะเข้ามาถึงที่หมาย เราต้องผ่านด่านตรวจหลายด่าน ซึ่งถ้าใครได้มาตามถนนสายที่เชื่อมต่อภายในสามจังหวัดชายแดนใต้ ก็คงไม่แปลกใจอะไรนัก กับการได้เห็นด่านตรวจที่มีทหารประจำการอยู่ตลอดเวลา แต่ด่านตรวจสำคัญที่เราผ่านคือด่านตรวจหน้าทางเข้าเขื่อนบางลาง ทหารหน่วยรบพิเศษให้การต้อนรับและพูดคุยดี เพราะรู้จุดประสงค์ที่พวกเรามาที่นี่ก่อนหน้านี้ผ่านทางจดหมายราชการแล้ว

การผ่านด่านนี้จึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ด่านสุดท้ายเป็นด่านทางเข้าหมู่บ้าน ด่านนี้มีทหารพรานเป็นคนประจำการอยู่หลายนาย เพื่อนนักศึกษาที่มาสำรวจชุมชนก่อนหน้านี้ เล่าให้ฟังว่า “พวกนี้พูดจาไม่ค่อยดี และถ้าวันไหนเมาก็จะพลอยโดนหาเรื่องด้วย”

รถที่พวกเรามาก็ถูกทหารพรานเหล่านี้สกัดไว้ ถามว่าพวกเราเป็นใคร จะเข้าไปหมู่บ้านทำอะไร และถามว่าทำไมพวกเขาไม่รู้เลยว่านักศึกษาจะมา เราจึงต้องยื่นหนังสือราชการให้ทหารเหล่านั้นดู แต่ทหารก็ยังต้องรอการยืนยันจากผู้บัญชาการของเขาก่อน สักพักพวกเราจึงจะเข้าไปข้างในได้ ฉันเห็นทหารบางคนถ่ายรูปพวกเราเอาไว้ คงจะเอาไว้รายงานนายหรือเก็บภาพพวกเราไว้ในแฟ้มบัญชีดำ เช่นเดียวกับที่คนแถวนี้ที่โดนกันถ้วนหน้าแล้วกระมัง

รถสองแถวสีแดงเลยด่านตรงเข้าไปไม่ไกลก็เลี้ยวเข้าไปจอดสนิทอยู่หน้ามัสยิดหมู่บ้านคอลอบาแล ทหารหลายนายเดินเข้ามาหาพวกเราอย่างไม่ไว้ใจ หน้าตาไม่เป็นมิตรนัก โดยเฉพาะทหารพราน (ทหารเสื้อดำ) ที่เดินถือปืนขวักไขว่ไปมาทั่วหมู่บ้าน ส่วนทหารหน่วยรบพิเศษชุดงานมวลชน (ทหารเสื้อลายใส่หมวกสีแดง ) นายหนึ่งเดินเข้ามาคุยกับพวกเรา ดูแล้วคงจะเป็นหัวหน้าของทหารเหล่านี้ที่ประจำการในหมู่บ้านคอลอบาแล นายทหารคนนี้ก็ถามเหมือนๆ กับทหารด่านก่อนหน้านี้ ว่าเราเป็นใคร มาทำอะไร และประโยคที่พูดบ่อยก็คือ “ทำไมชาวบ้านที่นี่ไม่รู้ว่านักศึกษาจะมา”

พวกเราคนหนึ่งซึ่งเคยลงมาที่พื้นที่แห่งนี้ไม่ถึงอาทิตย์ ยืนยันกับเพื่อนๆ ว่าได้บอกชาวบ้านแล้ว ได้ทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย และนัดกับชาวบ้านว่าเราจะมาถึงวันนี้ (วันที่ 11 สิงหาคม 2550) ชาวบ้านเองก็นัดว่าจะมาคุยที่มัสยิดหมู่บ้านแห่งนี้ ทหารนายนั้นถามชาวบ้านบางคนว่า “รู้ไหมว่านักศึกษาจะมา” ชาวบ้านบอกไม่รู้

นั่นทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของที่นี่ สายตาของชาวบ้านแฝงไว้ด้วยความกลัว ไม่มีใครกล้าคุยกับพวกเราเลย เมื่อพวกเราคนหนึ่งถามชาวบ้านด้วยภาษาที่แม้จะใช้ภาษามลายู แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นคำตอบแบบผ่านๆ พวกเราทุกคนเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มคุยกันว่า อาจจะต้องเดินทางกลับ เพราะชาวบ้านที่นี่คงกลัว ถ้าหากมีใครในหมู่บ้านมาคุยกับพวกเรา อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ไม่รู้ บางคนเสนอว่าเราเดินไปดูรอบๆ หมู่บ้านก็แล้วกัน แต่ไม่ต้องเข้าไปคุยกับชาวบ้าน

เรายังไม่มีข้อสรุป แล้วเสียงอาซานก็ดังขึ้นซะก่อน2 ซึ่งเป็นเสียงของผู้เฒ่าอายุราวเจ็ดสิบปีผ่านทางไมโครโฟน เป็นเสียงที่ทำให้เรารับรู้ว่าการละหมาดกำลังเริ่มขึ้นแล้ว สักพักพวกเราที่เป็นชาวมุสลิมก็เข้าไปร่วมละหมาดด้วย

ฉันเห็นความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ เมื่อสังเกตได้ว่าที่นี่ไม่มีผู้ชายวัยฉกรรจ์เลย! ในมัสยิด มีแต่คนแก่และเด็กที่มาละหมาด

เมื่อเสร็จสิ้นการละหมาด พวกเราจับกลุ่มกับชาวบ้านที่นี่ 2-3 คน พูดคุยอยู่ในมัสยิด สักพักก็เดินออกมา ใครคนหนึ่งในพวกเราบอกว่ามีชาวบ้านจะนั่งคุยกับพวกเรา คนๆ นั้นก็คือ”อาเยาะ”3 คนเดียวกับที่เป็นเจ้าของเสียงอาซานเมื่อสักครู่นั่นเอง ฉันถามเพื่อนนักศึกษาว่า “แล้วอาเยาะจะกล้าคุยกับพวกเราหรือ” คำตอบที่ได้รับทำให้ฉันรู้สึกเศร้าไปในทันทีเมื่อเพื่อนนักศึกษาพูดว่า

“แกบอกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” นัยน์ตาที่เศร้าสร้อยของอาเยาะมันสะท้อนความรู้สึกผ่านประโยคนั้นออกมาด้วย

อาเยาะเล่าว่า ลูกชายของแกเป็นโต๊ะอิหม่าม4 ของหมู่บ้านคอลอบาแลแห่งนี้ แต่ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนานแล้ว เพราะต้องหนีการจับกุมของทหาร (ฉันได้รับรู้จากมุสลิมะฮ์5 คนหนึ่งในตอนหลังว่า ที่ต้องหนีไปอาจเพราะมีเหตุการณ์ที่ทหารถูกฆ่าปาดคอบนเขาในหมู่บ้าน ทหารโมโหมากจึงคิดว่าโต๊ะอิหม่ามน่าจะมีส่วนรู้เห็น) แต่เมื่อจับกุมลูกชายอาเยาะไม่ได้ทหารก็โมโหมาก จึงฆ่าลูกชายของโต๊ะอิหม่ามแทน (หลานชายของอาเยาะ) ที่ลำธารข้างบ้าน เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว หลังจากนั้นไม่นานทหารก็จับอาเยาะกับลูกสะใภ้ (ภรรยาโต๊ะอิหม่าม) และหลานสะใภ้ไปที่ค่ายทหารอิงคยุทธ (ค่ายบ่อทอง)ด้วย

“ตอนอยู่ที่ค่ายฯ มีข้าวกล่องให้กินสามมื้อ ทหารจะให้อยู่แต่ในห้องที่มีเพียงหลอดไฟและพัดลม ไม่รู้วันรู้เวลา ได้ออกมาห้องขังครั้งหนึ่งก็ตอนที่มาที่ห้องสอบสวน” อาเยาะเล่า

อาเยาะอยู่ที่ค่ายทหารนาน 15 วัน พอกลับมาถึงบ้านก็พบว่าข้าวของในบ้านถูกทำลาย ปลาที่เลี้ยงไว้ 2 บ่อก็หายไปหมด ไก่ที่เลี้ยงไว้ 50 ตัวก็ถูกกินจนเหลือ 15 ตัว น้ำผึ้งที่เก็บไว้ที่บ้าน 6 ขวดก็ถูกขโมยไป เสื้อผ้า-โสร่งถูกขโมยไปหมด เงินทองที่อยู่ในบ้านก็หายไปด้วย

อาเยาะเล่าด้วยความขบขันปนเศร้าว่า “ทหารทุบโอ่งแตก ทำลายเครื่องสูบน้ำ อาเยาะคิดว่าคนฉลาดเขาไม่ทำร้ายข้าวของหรอก แต่นี่โมโหคนอื่นแต่กลับทำร้ายข้าวของ”

อาเยาะบอกว่าเหตุการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรไม่รู้ เพราะแกแก่แล้วไม่รู้เรื่องราวเหตุการณ์ แต่สามารถบอกได้ว่าอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในชุมชน

อาเยาะยกผ้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อก่อนจะเล่าต่อไปว่า ประมาณ 2 เดือนที่แล้ว เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์ปูพรม เมื่อทหารสองนาย ซึ่งเป็นทั้งคนพุทธและคนมุสลิมถือปืนจ่อเข้าไปในมัสยิดหมู่บ้าน ขณะที่อาเยาะกำลังกล่าวอาซาน ทหารก็มาจับไมค์ไม่ให้อาเยาะกล่าวอาซาน จากนั้นผู้ชายวัยฉกรรจ์ที่ในมัสยิดทั้ง 82 คนก็ถูกจับกุมตัวไป และ มี 6 คนในนั้น ที่เป็นผู้หญิงด้วย

วันถัดมา ทหารจับชายคนหนึ่งไป แม่ของเขาซึ่งมีลูก 4 คน ร้องขอไม่ให้จับตัวลูกชายไป แต่ทหารก็บอกแค่ว่าจะเอาตัวไปสอบสวนเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งทหารก็นำศพของชายคนนั้นกลับมาด้วยสภาพที่ถูกของมีคมกรีดเป็นแผลตามเนื้อตัวและแขนขา ที่ท้องถูกกรีดเป็นทางยาว ความรู้สึกของผู้เป็นแม่เมื่อเห็นสภาพศพของลูกตนเองคงไม่มีใครกล่าวได้ว่ามันจะเจ็บปวดรวดร้าวและจะทรมานใจแค่ไหน ทหารที่นำศพมาส่งอ้างว่าเขาพบศพนี้ข้างทาง ที่ถูกฆ่าโดยฝีมือของโจร จึงนำมาส่งคืนให้ แต่ไม่มีชาวบ้านคนไหนเชื่อ เพราะชาวบ้านคิดว่า ชายคนนั้นไปกับทหารและทหารจะต้องปกป้องเขา ทหารจะปล่อยให้เกิดสภาพอย่างนี้ได้อย่างไร

อาเยาะเล่าว่า หลังจากกลับจากค่ายทหารฯ จะมีทหารเสื้อดำ (ทหารพราน) มาหาอาเยาะวันละ 2 ครั้ง ทุกครั้งที่มาที่บ้านอาเยาะก็ยังต้อนรับด้วยผลไม้ทุกครั้ง อาเยาะบอกว่าไม่ใช่เพราะให้เกียรติ แต่ใครมาก็ต้องดีกับเขา

เมื่อถามอาเยาะว่ากลัวไหม แกบอกว่ากลัวนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะกลัวมากจนไม่กล้าคุยกับใครเพราะรู้ดีว่า หลังจากที่พวกเรากลับไปแล้ว จะมีทหารมาที่บ้านแล้วถามว่าพูดคุยอะไรกับพวกเราบ้าง และก็ไม่รู้นอกจากถามแล้วอะไรจะเกิดกับพวกเขาบ้าง

อาจเพราะสาเหตุนี้ ถึงทำให้ชาวบ้านไม่กล้าคุยกับพวกเรา

สิ่งที่อาเยาะพูดและย้ำอยู่หลายครั้งก็คือ อยากให้ทหารเลิกเคาะประตูบ้านชาวบ้านเวลากลางคืน ตี 2 ตี 3 เสียที นอกจากนั้นทหารยังเปิดประตูเข้าไปถึงที่นอนของชาวบ้านด้วย นั่นไม่เพียงแต่เป็นการรบกวนชาวบ้านเท่านั้น ชาวบ้านยังกลัวและหวาดระแวง โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่กลัวถูกข่มขืน เพราะบางครั้งที่ทหารเข้ามาที่บ้านก็มาในสภาพที่เมามาด้วย

พวกเราสังเกตได้ว่าอาเยาะเริ่มเหนื่อย อาจเพราะความเหนื่อยอ่อนที่มาจากข้างในด้วยกระมัง เราจึงต้องยุติการคุยกับแกก่อน พวกเรากลัวว่าหลังจากอาเยาะกลับจากมัสยิดไปที่บ้านแล้วจะเกิดเหตุร้าย พวกเราจึงชวนกันไปส่งอาเยาะถึงบ้าน เมื่อไปถึงบ้านเราก็พบว่าที่กำแพงและประตูบ้านแกถูกพ่นด้วยสีสเปรย์ที่มีข้อความว่า

“แนวร่วม RKK ทุกคน”

” บ้าน BRN”

อาเยาะบอกว่าหลังจากที่กลับจากค่ายฯ มาถึงบ้านก็พบข้อความดังกล่าวแล้ว และไม่เพียงแต่บ้านของอาเยาะเท่านั้น บ้านของคนในหมู่บ้านคนอื่นๆ ที่ถูกจับตัวไปก็มีเช่นกัน

ใกล้ๆ กับที่บ้านของอาเยาะ เราได้พบกับภรรยาของโต๊ะอิหม่ามและหลานสะใภ้ที่มีลูกสองคน ที่อายุเพิ่งจะ 2 ขวบกว่ากับ เด็กน้อยที่อายุเพียง 7-8 เดือนเท่านั้น แต่กลับต้องกำพร้าพ่อไปก่อนวัยอันควร

ผู้คนที่นี่ต้อนรับพวกเราด้วยผลไม้หลากหลายชนิด มากมายเหมือนกับน้ำใจที่มีมาอย่างไม่มีประมาณ รอยยิ้มที่จริงใจของที่บ้านพร้อมกับความยินดีที่ได้พบพวกเราถูกส่งผ่านมาจนพวกเรารับรู้ได้ ชาวบ้านรู้ว่าเราจะมา แต่ไม่กล้าไปที่มัสยิด จึงมารอที่บ้าน

หลานสะใภ้ของอาเยาะที่เพิ่งจะเสียสามีไปเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว บอกว่า รู้สึกเหนื่อย ท้อ เบื่อ และกลัว กับสิ่งที่เกิดขึ้น จะไปอยู่ที่อื่นก็ไปไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง แต่ถึงแม้เธอจะดูสิ้นหวังกับชีวิต แต่ฉันก็ยังเห็นรอยยิ้มเล็กๆ อยู่บ้างบนในหน้าของเธอ แม้มันจะดูเศร้าก็ตาม อาจเพราะเธอยังมีลูกสาวอีกสองคนที่ยังต้องเลี้ยงดูอยู่ ฉันนึกไม่ออกเลยว่า อนาคตของเด็กๆ ที่นี่จะเป็นอย่างไร พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกแบบไหนกัน ในสภาพที่ความรุนแรงมีอยู่รายรอบตัวพวกเขาแบบนี้

เมื่อพูดถึงเด็กๆ ฉันนึกถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง พวกเราพบเขาที่หน้ามัสยิดตอนที่พวกเราคุยอยู่กับอาเยาะ เด็กผู้ชายคนนี้ อายุประมาณ 12-13 ปี เพื่อนนักศึกษาที่ลงมาหมู่บ้านคราวก่อนเล่าว่า มาคราวที่แล้วเด็กผู้ชายคนนี้ก็มาคุยด้วย

เด็กผู้ชายคนนี้เล่าว่า แม่ของเขาจะกลัวทหารมาก เมื่อพวกเราถามว่าทำไมถึงกลัว เด็กคนนี้จะต้องร้องไห้และพูดไม่ออกทุกครั้งที่ถูกถามเช่นนั้น พวกเราไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขา แม่ของเขาและคนที่แวดล้อมเขากันแน่ เรารู้แต่ว่า เหตุการณ์ที่เด็กคนนี้ได้พบจะต้องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก จนเราสัมผัสได้ถึงความเกลียดและโกรธทหารในตัวเด็กคนนี้ได้อย่างชัดเจน

เด็กๆ อีกหลายคนในหมู่บ้านคงรู้สึกเช่นเดียวกับเด็กผู้ชายคนนี้ ความเป็นเด็กของหมู่บ้านคอลอบาแลถูกทำลายลง ความสดใสของเด็กๆ แทบจะไม่มีให้เห็นแล้วที่นี่ นี่นะหรือการแก้ปัญหาด้วยวิธีการของทหารที่บอกว่า “เราจะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา!”

หลานสะใภ้ของอาเยาะ เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มอายุ 30 ปี คนหนึ่ง ในหมู่บ้านที่ถูกทหารจับตัวไป เขาบอกเธอว่า เธอยังโชคดีกว่าเขาที่ไม่ถูกทหารทำอะไร แต่ตัวเขาเองกลับถูกจับมัดแขนทั้งสองข้างและถูกห้อยคอลงมาในสภาพที่เหมือนการฆ่าตัวตาย และถูกทำทารุณอะไรอีกหลายอย่างที่เขาเองก็ไม่กล้าเล่าให้เธอฟัง แต่เขาพูดไปร้องไห้ไป สุดท้ายเขาก็กลับมาในสภาพที่จำลูกเมียหรือใครไม่ได้เลย แต่ระยะหลังดีขึ้นมากแล้ว

เรานั่งพูดคุยกับชาวบ้านจนเกือบค่ำ จึงขอตัวแยกย้ายกลับไป ชาวบ้านบอกว่าเดี๋ยว 6 โมงกว่าก็ต้องไปบ้านเพื่อนบ้านเหมือนกัน เพราะพวกเขากลัว บ้านก็อยู่ห่างจากคนอื่น จึงต้องย้ายไปนอนรวมกับคนอื่น เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดกับพวกเขาบ้าง

ฉันรู้สึกใจหายแทนชาวบ้าน พวกเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า หลังจากที่ชาวบ้านมาคุยกับพวกเราแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้าง ฉันได้แต่กล่าวคำว่า “ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง” และฉันก็เชื่อว่า ณ เวลานี้คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่สามารถคุ้มครองผู้คนในหมู่บ้านคอลอบาแลได้

เหตุการณ์เหล่านี้ที่พวกเราได้รับรู้เป็นเสมือนแผลที่ถูกกรีดให้ลึกลงไปในใจของคนที่นี่ ใครกันที่ทำให้ปัญหามันแย่ลงไปทุกวัน ใครกันที่ทำให้ความระแวดระวังและไม่ไว้วางใจมีอยู่ทุกขณะ ใครกันที่มีใช้วิถีเยี่ยงโจรกับหมู่บ้านนี้กันแน่

……………
ขากลับออกมาจากหมู่บ้าน ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าถนนที่นี่ถูกเขียนด้วยสีสเปรย์เป็นข้อความต่าง ๆ เช่น

“สันติสุขจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีทหาร”

“ไม่ต้องการทหารเข้ามาในหมู่บ้านประชาชนกลัว”

“ไม่มีทหารประชาชนเป็นสุข”

“เคอร์ฟิวส์ไม่ยุติธรรม ฆ่าคนบริสุทธิ์”

ใครคนหนึ่งในพวกเราบอกว่า “ถนนพูดได้” แต่ฉันคิดว่า ขนาดถนนยังพูดได้ แต่ทำไมคนที่นี่ถึงพูดไม่ได้ ไม่มีช่องทางให้คนที่นี่ได้พูดเลย จึงต้องพูดผ่านถนน เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นเหมือนสัญญาณบอกว่า เมื่อคนถูกทำให้จนตรอกไม่มีทางสู้มากขึ้น ไม่มีช่องทางได้ระบาย ความรุนแรงก็อาจจะมากขึ้นตามตัว แต่ความรุนแรงที่ว่าจะออกมาในรูปไหน ก็ยากที่ใครจะคาดเดาได้

ฉันนึกย้อนถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมา นึกถึงคำถามที่พวกเราถามอาเยาะว่า “อาเยาะคิดยังไง ถ้าเรื่องราวที่อาเยาะเล่า ถูกนำไปเผยแพร่ต่อ” อาเยาะบอกว่า “ยินดีมาก และถ้าเรื่องราวเหล่านี้คนต่างประเทศได้รับรู้ด้วยก็ยิ่งดี”

คำพูดประโยคนี้ของอาเยาะ มันวนเวียนอยู่ในความคิดของฉันตลอดเวลา ฉันคิดว่าฉันควรทำอะไรที่เป็นการตอบแทนกับการที่อาเยาะยอมเสี่ยงที่จะมาพูดคุยกับพวกเรา โดยที่อาเยาะอาจจะโดนอะไรบ้างหลังจากนี้ก็ไม่รู้ ฉันรู้สึกถึงความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ของอาเยาะ และหากอาเยาะเห็นงานเขียนชิ้นนี้ที่ฉันพยายามจะถ่ายทอดเรื่องราวของ “หมู่บ้านคอลอบาแล” ให้คนข้างนอกได้รับรู้แล้วนี้ อาเยาะก็คงรู้แล้วว่า…ฉันทำตามที่อาเยาะต้องการแล้ว

หมู่บ้านคอลอบาแล หมู่บ้านในเขตบันนังสตา ที่ผู้คนพากันบอกว่ามันเป็นพื้นที่สีแดง และสร้างอัตลักษณ์ให้คนที่นี่ว่าเป็นพวกโจรทั้งหมด จนไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ แต่ ณ เวลานี้ ฉันสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า พื้นที่นี้ผิดกับที่ฉันเคยรับรู้ และมันก็สวยงามทั้งพื้นที่และผู้คน แต่ความสวยงามเหล่านี้กำลังจะถูกทำให้หายไป มันกำลังถูกทำให้เป็นสีแดง และฉันก็รู้แล้วว่า พื้นที่แห่งนี้ถูกทาให้เป็นสีแดง (ของเลือด) ด้วยน้ำมือใคร !!….

ขอสันติภาพจงเกิดแก่หมู่บ้านคอลอบาแล…
                                                                                                                 17  สิงหาคม 50

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

วิกฤติความสัมพันธ์ไทยพุทธกับมุสลิม

มกราคม 22, 2008 at 9:00 am (Uncategorized)

                                                                                                                           มะนอนิง สาและ*

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีสัญญาณในทางที่ดีขึ้น เพื่อประกันให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจและวางใจในความปลอดภัย
ต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากจะหวาดกลัวต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตรวมทั้งความสัมพันธ์ของผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุขอีกด้วย ข้าพเจ้าเคยหลับตาแล้วย้อนอดีตเราอยู่กันอย่างไร แล้วลืมตาดูปัจจุบันมันเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความสัมพันธ์ความมีน้ำใจในอดีตที่คนส่วนใหญ่กำลังถามหา มันหายไปไหน

ความสัมพันธ์งดงามในอดีต

ในอดีตชาวไทยพุทธ มุสลิม จีน เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุข มีกิจกรรมภายในหมู่บ้านก็จะช่วยเหลือกันเสมอมา เช่นประเพณีบูชาชายหาดที่ไทยพุทธ มุสลิมในชุมชนชายทะเลมักจะปฏิบัติกันเป็นประจำทุกปี เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่าสิ่งเลวร้ายต่างๆ จะมากับกระแสลมและกระแสน้ำ ฉะนั้นชาวบ้านจะทำกิจกรรมประเพณีบูชาชายหาด ยกตัวอย่างที่บ้านดาโต๊ะ ชาวบ้านทั้งพุทธมุสลิมจาก รอบอ่าวปัตตานีเช่นบ้านกะดี ,ปานาเระ ,บางปู บานา โต๊ะโสม เป็นต้น จะทำเรือตอเลาะบาลอ
(ตอเลาะแปลว่าผลัก บาลอแปลว่าภัยพิบัติต่างๆ ความหมายรวมหมายถึงผลักดันสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป) สำหรับชาวมุสลิมจะมีการละหมาดฮายัดสวดดุอาห์ (สวดขอพร) ให้พ้นจากภัยพิบัติ ส่วนไทยพุทธก็จะมีพระสวดมนต์ ชาวบ้านบางคนพูดติดตลกว่าสมัยก่อนตามภูเขาและชายหาดจะทำพิธีไล่สิ่งชั่วร้ายต่างๆ แต่ปัจจุบันผู้คนนำเอาสิ่งเลวร้ายเข้ามาเช่นเอาผู้หญิงมาทำมิดีมิร้าย (ข่มขืนหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงาน) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดหลักการของศาสนา จึงเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการตอบแทนของพระเจ้า (บุญคุณที่พระเจ้าให้มานั้นเสมือนดังเม็ดฝนที่โปรยลงมาบนพื้นดินที่กินบริเวณกว้าง) ประเพณีเหล่านี้เคยเกิดขึ้น และมันกำลังจะหายไปอย่างช้าๆ

สมัยเด็กๆ ข้าพเจ้าเคยเห็นคนจีน มาเช่าที่ดินของคนมุสลิมที่บ้านละแอ อำเภอยะหา เพื่อทำการเกษตร และข้าพเจ้าก็เคยปั่นจักรยานมาดูหนังที่วัดหน้าถ้ำในงานบวช ในขณะเดียวกันเวลาคนมุสลิมมีงานบุญของมัสยิดคนไทยพุทธช่วยบอกเพื่อนๆ ที่เป็นไทยพุทธด้วยกันไปงานของมัสยิด บางคนก็จะบริจาคสิ่งของต่างๆ เช่นปลา ข้าวสารเป็นต้นอย่างกรณีที่บ้านท่าด่าน ตำบลตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีที่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับไทยพุทธคนหนึ่ง เขาเล่าว่าในหมู่บ้านของเขาจะอยู่รวมกันทั้งไทยพุทธและมุสลิม ไม่เคยมีปัญหาเวลามุสลิมจะจัด กิจกรรมงานบุญของมัสยิดทั้งครอบครัวของเขาจะไปช่วย เชิญพรรคพวกมาร่วมงาน และบริจาคเงินเพื่อสร้างมัสยิด ที่ข้าพเจ้าเคยเห็นในงานบุญมัสยิดจะมีผู้ร่วมงานทั้งโต๊ะครู โต๊ะอีหม่าม พระและเจ้าอาวาสมาร่วมงานกัน ที่บ้านปียา อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ก็เช่นกันเวลามุสลิมเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะไปขอข้าวก้นบาตรของพระมารักษา (วัดปิยาราม) มุสลิมเองก็เช่นเดียวกัน เวลาเจ้าอาวาสจะทำความสะอาดวัดก็จะมาช่วย เช่น ถางป่า เป็นต้น (ที่ไม่กระทบกับข้อบัญญัติของศาสนา) กิจกรรมเหล่านี้มีทุกพื้นที่ ที่ไทยพุทธ มุสลิม อยู่ร่วมกัน

ส่วนที่บ้านบางตาวา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มุสลิมล้วนๆ จะดูแลวัด จะมีชุด ช . ร. บ. (ชุดรักษาและป้องกันหมู่บ้าน) และชาวบ้านรับผิดชอบ ถ้าเราไปถามว่าวัดใครชาวบ้านที่เป็นมุสลิมจะตอบว่าวัดเรา (วัดกีตอ) มีชาวบ้านคนหนึ่งกำลังจูงวัวแล้วเพื่อนถามว่าจะไปไหน คนที่จูงวัวตอบว่าจะไปผูกวัวใกล้กับ “วัดกีตอ” ในปัจจุบันที่บ้านบางตาวาความสัมพันธ์ระหว่างกันยังคงเหมือนเดิม ข้าพเจ้าเคยถามอดีตผู้ใหญ่บ้านบางตาวานายเจ๊ะปอ สาแม (ปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะลิเกฮูลูแหลมทราย)
ว่าทำไมมุสลิมมีความรู้สึกว่าวัดเป็นของเรา เขาตอบว่าเพราะเราอยู่กันมานาน เหมือนเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม เวลาพระไม่ออกมาบิณฑบาตชาวบ้านรู้สึกว่ามันขาดเสน่ห์
บางคนถามว่าพระไปไหนหรือว่าไม่สบาย นายเจ๊ะปอ สาแม เล่าอีกว่าในหมู่บ้านบางตาวามีไทยพุทธไม่กี่ครัวเรือน มีคนจีน 3 ครอบครัว นายเจ๊ะปอเคยไปถามคนจีนว่ารู้สึกกลัวไหมที่อยู่ในหมู่บ้านที่เต็มไปมุสลิม ได้รับคำตอบว่าไม่กลัวเขาคิดว่าเป็นญาติกัน แต่สิ่งที่กลัวก็คือมือที่สามจะมาก่อความวุ่นวายให้เกิดความหวาดระแวงภายในหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้จะมีการประชุมทุกๆ เดือนแล้วลงมติว่าถ้าเกินเวลา 4 ทุ่มบุคคลภายนอกห้ามเข้าในหมู่บ้านไม่เว้นแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าจะเข้าในหมู่บ้านต้องมารายงานให้คนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องรับทราบ เช่น ช .ร. บ. อ. บ. ต. ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป

ที่ข้าพเจ้าพยายามเล่าเหตุการณ์ที่บางตาวาและพื้นที่อื่นๆ เพื่อที่พวกเราทุกคนตระหนักว่าจะต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองรวมกัน หลังจากที่ความรุนแรงยังมีต่อเนื่อง บรรยากาศที่ประทับใจที่เคยมีมาในอดีตกลับกลายเป็นความหวาดระแวง สับสน ทำให้ข้าพเจ้าเองรู้สึกกลัวต่อเหตุการณ์อย่างบอกไม่ถูกเวลาข้าพเจ้าจะกลับไปเยี่ยมแม่ที่จังหวัดยะลา ปกติข้าพเจ้าจะไปทางลัด คือต้องผ่านหมู่บ้านไทยพุทธ (บ้านยุโป) หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้หญิงถูกฆ่าแล้วเผาทำให้ข้าพเจ้าไม่กล้าไปแถวนั้นรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย และเพื่อนๆ ที่เป็นมุสลิมและพุทธไม่ให้ข้าพเจ้าผ่านเส้นทางนั้นเวลากลับบ้านที่ยะลา แม้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เราอย่าไปมองข้ามยิ่ง ปล่อยไปนานวันมันจะกระทบไปสู่ในพื้นที่อื่นๆ อย่างกรณีของข้าพเจ้าถ้าคิดแบบผิวเผิน ทำไมข้าพเจ้าต้องกลัวคนที่ยุโปด้วยทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าเป็นคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกัน

ถึงแม้ว่าปัญหาระหว่างไทยพุทธและมุสลิมนั้นจะเกิดขึ้นในบางพื้นที่ก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าทุกคนมีญาติ มีเพื่อนแถมมีปากที่จะบอกเล่าสู่กันฟัง ข่าวที่เล่าปากต่อปากบางครั้งยังเร็วกว่าเครื่องบินและยังทำให้คนธรรมดาเป็นเทวดาก็ได้ นี่แหละที่ข้าพเจ้าเป็นห่วงและเป็นสิ่งที่น่ากลัว ข้าพเจ้าคิดว่าสักวันหนึ่งเป้าหมายของกลุ่มคนวางไว้จะถึงเส้นชัย ถ้าหากพวกเราไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วม และหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาข้าพเจ้าไปงานศพญาติเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโดนยิงเสียชีวิตที่บ้านคลองหงส์ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับแม่ผู้ตายว่าจริงๆ แล้วไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ฆ่าลูกของเขา ทำไมคนไทยพุทธที่เคยดีกัน เคยไปมาหาสู่กันไม่มางานศพลูกของเขาแต่เขาไม่คิดว่าไทยพุทธเป็นผู้ฆ่า ที่เขาไม่มางานศพอาจจะกลัวก็ได้ นี่แหละคือความหวาดระแวง ที่เราต้องทำความเข้าใจให้มาก ต้องไม่ลืมว่ามือที่สามเป็นคอยสังเกตเราอยู่ทุกเรื่อง ถ้าเขาสังเกตกรณีนี้เป็นอย่างอื่น
ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรื่องส่วนตัวอาจจะกลายเป็นปัญหาระหว่างคนพุทธกับ มุสลิม หรือเป็นประเด็นเรื่องศาสนาเพื่ออำพรางคดี จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่มุสลิมที่บ้านธารโต บ้านตะเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสือตา จังหวัดยะลา และไทยพุทธที่บ้านบากง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ติดประกาศ
หน้าบ้านว่า “ขายบ้านพร้อมที่ดิน” หรือในกรณีที่ อำเภอยะหาที่มีการยิงชาวบ้านในมัสยิด ยิงชาวบ้านในร้านน้ำชาที่บันนังสาเรง จังหวัดยะลา และในพื้นที่อื่นๆ สร้างความแปลกใจกับชาวบ้านว่าใครกันแน่ที่กระทำอย่างเลือดเย็นแบบนี้ถ้าถามชาวบ้านที่เป็นมุสลิมว่าใครคือโจร แน่นอนเขาตอบว่าไม่ใช่ การกระทำของมุสลิมที่มีอีหม่าน (ศรัทธาต่อพระเจ้า) ถ้ามันทำจริงๆ ถามว่าจะได้อะไร นอกเสียจากได้คำสาปแช่งมากกว่ายกย่องว่าเป็นฮีโร่ในดวงใจ ในขณะเดียวกันที่มีเหตุการณ์ยิงพระสงฆ์หรือยิงวัด คนไทยพุทธก็ไม่เชื่อว่าไทยพุทธด้วยกันเป็นผู้กระทำ ทั้งที่ในความเป็นจริงเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโจรตัวจริงคือใคร

ในความคิดของข้าพเจ้าใครที่ทำให้ประเทศวุ่นวายและทำให้คนเสียชีวิตนั้นแหละคือโจร
(ดีอย่างเทวดาในเมื่อฆ่าคนก็คือโจร) นี่คือสงครามจิตวิทยา ที่ต่างฝ่ายพยายามโยนความผิดเพื่อให้สังคมมองคนในสามจังหวัดชายแดนอย่างผิดๆ แล้วมาแก้ปัญหาอย่างผิดๆ คงไม่มีใครจะแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ตราบใดความจริงไม่ปรากฏให้ชาวบ้านรู้จักแยกแยะว่าใครคือคนดี ใครคือโจร บางครั้งการเสนอข่าวทำให้ชาวบ้านไม่พอใจเพราะข้อมูลที่ชาวบ้านทราบจากคนในพื้นที่ ไม่ตรงกับข้อมูลที่สื่อต่างๆ เสนอ เหมือนกับว่ายัดเยียดความแค้นให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น หรือว่าจะพยายามลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยพุทธกับมุสลิมเกิดช่องว่าง ข้าพเจ้าเคยไปพูดคุยกับครูไทยพุทธ 2-3 คนที่วัดหน้าถ้ำ เขาบอกว่าเขาเคยสอนหนังสือในปอเนาะที่เต็มไปด้วยนักเรียนมุสลิม เขาภูมิใจมากที่ได้สอนหนังสือให้กับมุสลิม เวลาออกไปสอนหนังสือชาวบ้านในละแวกปอเนาะจะรู้จักเขา บางคนถามว่าครูจะไปไหน ขึ้นบนบ้านดื่มน้ำชาก่อนไหม และอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจแก่เขา แต่ในเวลานี้นักเรียนที่เคยสอน ชาวบ้านที่เคยรู้จักกลับห่างเหินเหมือนกับคนที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ข้าพเจ้าถามว่าทำไมครูไม่ไปหาลูกศิษย์คนนั้น เขาบอกว่าจริงๆ แล้วเขากับลูกศิษย์และชาวบ้านที่เคยรู้จักไม่ได้มีปัญหากัน แต่กลัวและหวาดระแวงเกรงว่าสังคมจะมองว่าเป็นพุทธทรยศ ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปคุยกับลูกศิษย์ที่ครูเอ่ยถึง ถามเขาว่าทำไมไม่ไปเยี่ยมครูบ้าง ครูอยากพบอยากคุยด้วย เขาก็ให้คำตอบในลักษณะเดียวกัน

“กรณีอย่างนี้ยังมีอีกมากในสามชายแดนใต้ ที่ข้าพเจ้าเขียนมาเพื่อตัวอย่างคอยเตือนใจให้พวกเราทุกคนช่วยกันประสานช่องว่างให้กลับมาแนบแน่นเหมือนเดิม ไม่ได้มีเจตนาจะใส่ร้ายใคร ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธ มุสลิม หรือจีน ต่างก็ได้รับผลกระทบในจากความไม่สงบและความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติด ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเรียนหนังสือของเด็กๆ เป็นต้น”

เสียงของคนใน : ปัญหาและทางออก

ปัญหาเศรษฐกิจ ในอดีตการค้าขายนั้นอาศัยคนไทยพุทธ และคนจีนเป็นพ่อค้าคนกลางเพื่อซื้อสินค้าของชาวบ้าน เช่นยางพารา ลองกอง ทุเรียน และของที่เก็บมาจากป่า แต่เวลานี้พ่อค้าคนกลางก็ไม่กล้าเข้ามาซื้อของ ชาวบ้านจะเข้าไปหาของในป่าก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย บางคนได้สะท้อนความรู้สึกว่าถึงราคายางจะแพง และมีสวนยางพาราเป็นสิบๆ ไร่ก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะกรีดยางไม่ต่อเนื่อง บางวันเมื่อมีเหตุการณ์ไม่กล้าออกไปกรีดยาง ปีนี้ก็เช่นกันลองกอง ทุเรียนและพืชอื่นๆ ออกผลมากเป็นพิเศษ แต่ไม่รู้ว่าจะขายให้กับใคร เพราะพ่อค้าจากต่างจังหวัด หรือจากกรุงเทพฯ ไม่กล้าลงมารับซื้อ ถ้ามีก็เฉพาะพ่อค้าในพื้นที่มาซื้อแล้วขายให้กับคนในพื้นที่ ข้าพเจ้าคิดว่าราคาผลไม้คงจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาคือไม่เกิน10บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนคิดแล้วปล่อยให้ผลร่วงตามธรรมชาติเพื่อเป็นปุ๋ยยังดีกว่า

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ในภาคใต้นั้นยังส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยทะเลเป็นที่พึ่งมีปัญหาในเรื่องราคาสัตว์น้ำตกต่ำ ราคากุ้งที่สูงประมาณกิโลกรัมละ 120 บาทเหลือ 60 บาท ปูดำ
(ปูทะเล) 200บาท เหลือ 170 บาท ปกติสัตว์น้ำเหล่านี้จะส่งตามโรงแรมและภัตตาคารต่างๆ ในพื้นที่ และยังส่งผลให้นายทุน กระทำผิด พ .ร. บ. ทะเลอย่างเปิดเผยต่อไป เพราะชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่กล้าออกไปปราบปราม ด้วยกลัวสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น

สำหรับปัญหายาเสพติด ยาเสพติดกลับมาระบาดอีกครั้ง และหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว และแปลกไปกว่าเดิม มีสูตร 4 คูณ 100 * ที่กำลังระบาด และฮิตมากๆ ในหมู่วัยรุ่นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐและ

ผู้นำท้องถิ่น ไม่สามารถ ทำอะไรได้ แม้แต่จะตักเตือน มีการสูบและเสพอย่างเปิดเผยโดยไม่มีความเกรงใจต่อสังคมเลย นึกภาพแล้วให้เป็นห่วงอนาคตของเด็กๆ และเยาวชน ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเป็นทาสอันเลวร้ายของมัน หรือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายปกครองในท้องถิ่น รวมทั้งพวกเราทำอะไรไม่ได้จริงๆ เพราะต่างก็กลัวตายกันทุกคน แล้วอย่างนี้ ในวันข้างหน้า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นอย่างไร

ปัญหาการเรียนของเด็กๆ ในสามจังหวัดภาคใต้ นับวันยิ่งไม่มีคุณภาพ จากเดิมก็ไม่สามารถเรียนสู้เด็กๆ ในตัวเมืองใหญ่ๆ ได้อยู่แล้ว ยิ่งมีเหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิม ชาวบ้านที่มีเงินพอกินพอใช้ ก็จะส่งลูกหลานไปเรียนนอกพื้นที่ที่โรงเรียนเอกชนที่มีหลักสูตรประถมศึกษาและอิสลามศึกษารวมกัน เพราะเชื่อมั่นในความปลอดภัย และคุณภาพมากกว่า

จากปัญหาที่ข้าพเจ้าเขียนมาข้างต้นเพียงสั้นๆ เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าแนวทางที่จะแก้ปัญหาอย่างไร ข้าพเจ้าเองในฐานะคนในพื้นที่ยังมองไม่เห็นลู่ทางที่จะไปสู่ความสงบและสันติภาพ แต่ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่าถ้าหากทุกคนมีใจอาสาบริสุทธ์จริงใจปราศจากอคติใดๆ ต่อพี่น้องในภาคใต้ (ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ) ข้าพเจ้ายอมรับนโยบายของภาครัฐนั้นถ้าปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายจริงๆ ปัญหาคงจะไม่บานปลายขนาดนี้ แต่คนปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติต่อหน้าต่อตาผู้บังคับบัญชาก็คงมีบ้างที่ออกนอกลู่นอกทาง (คิดเสียว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ)

รัฐต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันนั้นเป็นเรื่องอะไร เพื่อให้ชาวบ้านแยกแยะได้ถูกและจับทางได้ ไม่ใช่ว่ายิงชาวบ้าน ยิงพระ ยิงโต๊ะครู ยิงเจ้าหน้าที่ ระเบิดร้านน้ำชาถล่มมัสยิดเป็นเรื่องสร้างสถานการณ์ ต้องบอกไห้ได้ว่าใครสร้างสถานการณ์ ชาวบ้านบางคนสะท้อนความรู้สึกอย่างหมดความหวังว่ารัฐเลือกที่จะปฏิบัติ หากเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไม่นานเกินรอจับโจรได้ แต่เวลาโต๊ะครูเสียชีวิตไม่มีวี่แววจะจับโจรได้ มันแตกต่างกันที่ตรงไหนโต๊ะครูก็เป็นคนไทยที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเช่นกัน ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าหน้าที่และยังเป็นมนุษย์ที่มีลมหายใจเหมือนๆ กัน ถ้าปล่อยให้ชาวบ้านมีความคิดแบบนี้เพียงสิบคนจากแต่ละหมู่บ้านอะไรจะเกิดขึ้น ฉะนั้นต้องอธิบายความจริงให้ได้โดยทำสมุดขาวผ่านมัสยิดหรือองค์กรท้องถิ่น

ประการต่อมารัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนกระจายอำนาจสู่ระดับรากหญ้าจริงๆ เพื่อผลักดันให้เกิดชุมชนที่เข้มแข็งเพราะพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์บ่อยๆ นั้นรัฐเข้าไม่ถึง งบประมาณส่วนใหญ่จะลงที่ อ.บ.ต. ที่จะสร้างแต่ถนน คูระบายน้ำไม่เล็งเห็นความสำคัญปากท้องของชาวบ้าน และไปลงที่ฝ่ายปกครองที่รู้จักแต่พรรคพวกตัวเอง ทำให้ในหมู่บ้านไม่มีเอกภาพ อ.บ.ต.ไปอีกทาง ฝ่ายปกครองไปอีกทาง ทำให้ชาวบ้านไม่รู้จะไปทางไหน ต่างฝ่ายต่างมีข้อสรุปที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมและหาแนวทางแก้ปัญหาโดยผ่านเวทีชาวบ้านเพื่อให้มีประโยชน์กับคนส่วนใหญ่

นักวิชาการที่จะมาเก็บข้อมูลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องพยายามทำสมองให้ว่างเปล่า เขียนบทความตามที่ได้ข้อมูลจากชาวบ้านจริงๆ ไม่ใช่เขียนบทความ ตามที่เตรียมมาในหัวสมองที่ถูกกำหนดขึ้นมาเองหรืออยู่ในกรอบของทฤษฎีตามที่ได้เรียนมา เพราะบางพื้นที่ไม่สามารถเอาความรู้พิสูจน์ความจริงก็มี เอารองเท้าให้ชาวบ้านใส่ทั้งๆ รองเท้านั้นมันผิดเบอร์ แล้วให้ชาวบ้านตัดขาตัวเองเพื่อใส่รองเท้าคู่นั้นมันเป็นไปไม่ได้ หลายๆ ครั้งที่นักวิชาการจากส่วนกลางหรือนักศึกษามาเก็บข้อมูลในพื้นที่ต้องการทราบปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไข เมื่อได้ข้อมูลก็หายไป ปัญหาของชาวบ้านก็ไม่รับ
การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทางที่ดีต้องมีกิจกรรมตามหลังจึงจะเรียกว่างานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่น่ายกย่อง ชาวบ้านรู้สึกเบื่อกับการให้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะความจริงไม่ปรากฏให้เป็นรูปธรรมดังที่ชาวบ้านตั้งความหวัง แล้วเมื่อไรแสงสว่างที่จะนำชาวบ้านให้เดินถูกทางเพื่อเป็นหลักประกันว่าความยุติธรรมยังพอมีในประเทศไทยหรือว่าเอาข้อมูลจากชาวบ้านนั้นเป็นเพียงข้ออ้างว่าชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินและกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง แต่จริง ๆแล้วหลักการที่ปฏิบัติไม่รู้ว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่

เรายอมรับว่านักวิชาการไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้ทุกอย่างเพียงเก็บข้อมูลและหาแนวทางให้กับผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น เหมือนกับช่วยหาพื้นที่ การเกษตรที่เหมาะสมแล้วให้ปลูกเมล็ดพันธุ์ เพื่อความอุดมสมบูรณ์แต่ไม่รู้ใครมาปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน บางคนที่เป็นนักวิชาการที่เข้าข้างชาวบ้านอย่างออกหน้าออกตามักจะถูกจับตามองและไม่เจริญ

“ข้าพเจ้าอยากให้สังคมไทยมองมุสลิมหลายๆ มุมและหลายๆ ด้านไม่ใช่มองแต่ด้านลบคนไม่ดีมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอในสังคมมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเอารัดเอาเปรียบเพื่อสนองตามอารมณ์ของตัวเอง หาไม่แล้วคงไม่มีนรกและสวรรค์สำหรับมนุษย์อย่างเราๆ ข้าพเจ้าคิดว่ามลายูกับ มุสลิม มันต่างกันในความหมาย คนมลายูอาจไม่ได้เป็นมุสลิมในความหมายของพระเจ้าก็ได้ถ้าหากคนนั้นไม่ปฏิบัติตามที่พระเจ้าได้บัญญัติในอัลกุรอานและวจนะของท่านศาสดา เช่น ละหมาด ถือศีลอดเป็นต้น คนที่จะได้ขึ้นสวรรค์คือคนมุสลิม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนมลายู คนจีน คนอาหรับ อาจจะเป็นจีนมุสลิม อาหรับมุสลิมเป็นต้น”

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

« Previous page