บันทึกจากหมู่บ้าน “คอลอบาแล”พื้นที่ที่ถูกทำให้เป็นสีแดง

มกราคม 22, 2008 at 9:15 am (Uncategorized)

                                                                                                                                ดาริกา

รถสองแถวสีแดงที่กำลังบรรทุกกลุ่มคนหนุ่มสาวราวเกือบสามสิบกว่าชีวิตผ่านถนนสายปัตตานี - ยะลา มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านหลังเขื่อนบางลาง หมู่บ้านที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังสัญลักษณ์แห่งเทคโนโลยีและการพัฒนา และหมู่บ้านที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นที่สีแดง น่ากลัว จนน้อยคนนักที่จะกล้าเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนี้

แต่พวกเราคนหนุ่มสาวที่มารวมกลุ่มพร้อมกันผ่าน “โครงการนักศึกษาสู่ชุมชนเยียวยาผู้สูญเสีย” กำลังจะเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ แม้ว่าพวกเราจะมาจากเชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลฯ กรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งภาคใต้ตอนบน เราอาจมาจากคนละฟากฝั่งของแผ่นดิน แต่เราก็ได้แบกคำถาม ความสงสัย และความใคร่รู้มาจนถึงที่นี่ เพื่อมาสืบค้นเรื่องราวบางอย่างที่ไม่เคยมีใครบอกให้เรารู้เลย เพราะมันถูกบิดเบือนมาตลอดจากผู้กุมอำนาจการสื่อสาร

เราจึงต้องมาหาความจริงที่มาจากปากของผู้ถูกกระทำจริงๆ และเราก็หวังว่าเราจะได้รู้อะไรที่เป็นอีกด้านหนึ่งของความจริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ “หมู่บ้านคอลอบาแล”

……………….

กว่าที่เราจะเข้ามาถึงที่หมาย เราต้องผ่านด่านตรวจหลายด่าน ซึ่งถ้าใครได้มาตามถนนสายที่เชื่อมต่อภายในสามจังหวัดชายแดนใต้ ก็คงไม่แปลกใจอะไรนัก กับการได้เห็นด่านตรวจที่มีทหารประจำการอยู่ตลอดเวลา แต่ด่านตรวจสำคัญที่เราผ่านคือด่านตรวจหน้าทางเข้าเขื่อนบางลาง ทหารหน่วยรบพิเศษให้การต้อนรับและพูดคุยดี เพราะรู้จุดประสงค์ที่พวกเรามาที่นี่ก่อนหน้านี้ผ่านทางจดหมายราชการแล้ว

การผ่านด่านนี้จึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ด่านสุดท้ายเป็นด่านทางเข้าหมู่บ้าน ด่านนี้มีทหารพรานเป็นคนประจำการอยู่หลายนาย เพื่อนนักศึกษาที่มาสำรวจชุมชนก่อนหน้านี้ เล่าให้ฟังว่า “พวกนี้พูดจาไม่ค่อยดี และถ้าวันไหนเมาก็จะพลอยโดนหาเรื่องด้วย”

รถที่พวกเรามาก็ถูกทหารพรานเหล่านี้สกัดไว้ ถามว่าพวกเราเป็นใคร จะเข้าไปหมู่บ้านทำอะไร และถามว่าทำไมพวกเขาไม่รู้เลยว่านักศึกษาจะมา เราจึงต้องยื่นหนังสือราชการให้ทหารเหล่านั้นดู แต่ทหารก็ยังต้องรอการยืนยันจากผู้บัญชาการของเขาก่อน สักพักพวกเราจึงจะเข้าไปข้างในได้ ฉันเห็นทหารบางคนถ่ายรูปพวกเราเอาไว้ คงจะเอาไว้รายงานนายหรือเก็บภาพพวกเราไว้ในแฟ้มบัญชีดำ เช่นเดียวกับที่คนแถวนี้ที่โดนกันถ้วนหน้าแล้วกระมัง

รถสองแถวสีแดงเลยด่านตรงเข้าไปไม่ไกลก็เลี้ยวเข้าไปจอดสนิทอยู่หน้ามัสยิดหมู่บ้านคอลอบาแล ทหารหลายนายเดินเข้ามาหาพวกเราอย่างไม่ไว้ใจ หน้าตาไม่เป็นมิตรนัก โดยเฉพาะทหารพราน (ทหารเสื้อดำ) ที่เดินถือปืนขวักไขว่ไปมาทั่วหมู่บ้าน ส่วนทหารหน่วยรบพิเศษชุดงานมวลชน (ทหารเสื้อลายใส่หมวกสีแดง ) นายหนึ่งเดินเข้ามาคุยกับพวกเรา ดูแล้วคงจะเป็นหัวหน้าของทหารเหล่านี้ที่ประจำการในหมู่บ้านคอลอบาแล นายทหารคนนี้ก็ถามเหมือนๆ กับทหารด่านก่อนหน้านี้ ว่าเราเป็นใคร มาทำอะไร และประโยคที่พูดบ่อยก็คือ “ทำไมชาวบ้านที่นี่ไม่รู้ว่านักศึกษาจะมา”

พวกเราคนหนึ่งซึ่งเคยลงมาที่พื้นที่แห่งนี้ไม่ถึงอาทิตย์ ยืนยันกับเพื่อนๆ ว่าได้บอกชาวบ้านแล้ว ได้ทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย และนัดกับชาวบ้านว่าเราจะมาถึงวันนี้ (วันที่ 11 สิงหาคม 2550) ชาวบ้านเองก็นัดว่าจะมาคุยที่มัสยิดหมู่บ้านแห่งนี้ ทหารนายนั้นถามชาวบ้านบางคนว่า “รู้ไหมว่านักศึกษาจะมา” ชาวบ้านบอกไม่รู้

นั่นทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของที่นี่ สายตาของชาวบ้านแฝงไว้ด้วยความกลัว ไม่มีใครกล้าคุยกับพวกเราเลย เมื่อพวกเราคนหนึ่งถามชาวบ้านด้วยภาษาที่แม้จะใช้ภาษามลายู แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นคำตอบแบบผ่านๆ พวกเราทุกคนเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มคุยกันว่า อาจจะต้องเดินทางกลับ เพราะชาวบ้านที่นี่คงกลัว ถ้าหากมีใครในหมู่บ้านมาคุยกับพวกเรา อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ไม่รู้ บางคนเสนอว่าเราเดินไปดูรอบๆ หมู่บ้านก็แล้วกัน แต่ไม่ต้องเข้าไปคุยกับชาวบ้าน

เรายังไม่มีข้อสรุป แล้วเสียงอาซานก็ดังขึ้นซะก่อน2 ซึ่งเป็นเสียงของผู้เฒ่าอายุราวเจ็ดสิบปีผ่านทางไมโครโฟน เป็นเสียงที่ทำให้เรารับรู้ว่าการละหมาดกำลังเริ่มขึ้นแล้ว สักพักพวกเราที่เป็นชาวมุสลิมก็เข้าไปร่วมละหมาดด้วย

ฉันเห็นความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ เมื่อสังเกตได้ว่าที่นี่ไม่มีผู้ชายวัยฉกรรจ์เลย! ในมัสยิด มีแต่คนแก่และเด็กที่มาละหมาด

เมื่อเสร็จสิ้นการละหมาด พวกเราจับกลุ่มกับชาวบ้านที่นี่ 2-3 คน พูดคุยอยู่ในมัสยิด สักพักก็เดินออกมา ใครคนหนึ่งในพวกเราบอกว่ามีชาวบ้านจะนั่งคุยกับพวกเรา คนๆ นั้นก็คือ”อาเยาะ”3 คนเดียวกับที่เป็นเจ้าของเสียงอาซานเมื่อสักครู่นั่นเอง ฉันถามเพื่อนนักศึกษาว่า “แล้วอาเยาะจะกล้าคุยกับพวกเราหรือ” คำตอบที่ได้รับทำให้ฉันรู้สึกเศร้าไปในทันทีเมื่อเพื่อนนักศึกษาพูดว่า

“แกบอกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” นัยน์ตาที่เศร้าสร้อยของอาเยาะมันสะท้อนความรู้สึกผ่านประโยคนั้นออกมาด้วย

อาเยาะเล่าว่า ลูกชายของแกเป็นโต๊ะอิหม่าม4 ของหมู่บ้านคอลอบาแลแห่งนี้ แต่ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนานแล้ว เพราะต้องหนีการจับกุมของทหาร (ฉันได้รับรู้จากมุสลิมะฮ์5 คนหนึ่งในตอนหลังว่า ที่ต้องหนีไปอาจเพราะมีเหตุการณ์ที่ทหารถูกฆ่าปาดคอบนเขาในหมู่บ้าน ทหารโมโหมากจึงคิดว่าโต๊ะอิหม่ามน่าจะมีส่วนรู้เห็น) แต่เมื่อจับกุมลูกชายอาเยาะไม่ได้ทหารก็โมโหมาก จึงฆ่าลูกชายของโต๊ะอิหม่ามแทน (หลานชายของอาเยาะ) ที่ลำธารข้างบ้าน เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว หลังจากนั้นไม่นานทหารก็จับอาเยาะกับลูกสะใภ้ (ภรรยาโต๊ะอิหม่าม) และหลานสะใภ้ไปที่ค่ายทหารอิงคยุทธ (ค่ายบ่อทอง)ด้วย

“ตอนอยู่ที่ค่ายฯ มีข้าวกล่องให้กินสามมื้อ ทหารจะให้อยู่แต่ในห้องที่มีเพียงหลอดไฟและพัดลม ไม่รู้วันรู้เวลา ได้ออกมาห้องขังครั้งหนึ่งก็ตอนที่มาที่ห้องสอบสวน” อาเยาะเล่า

อาเยาะอยู่ที่ค่ายทหารนาน 15 วัน พอกลับมาถึงบ้านก็พบว่าข้าวของในบ้านถูกทำลาย ปลาที่เลี้ยงไว้ 2 บ่อก็หายไปหมด ไก่ที่เลี้ยงไว้ 50 ตัวก็ถูกกินจนเหลือ 15 ตัว น้ำผึ้งที่เก็บไว้ที่บ้าน 6 ขวดก็ถูกขโมยไป เสื้อผ้า-โสร่งถูกขโมยไปหมด เงินทองที่อยู่ในบ้านก็หายไปด้วย

อาเยาะเล่าด้วยความขบขันปนเศร้าว่า “ทหารทุบโอ่งแตก ทำลายเครื่องสูบน้ำ อาเยาะคิดว่าคนฉลาดเขาไม่ทำร้ายข้าวของหรอก แต่นี่โมโหคนอื่นแต่กลับทำร้ายข้าวของ”

อาเยาะบอกว่าเหตุการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรไม่รู้ เพราะแกแก่แล้วไม่รู้เรื่องราวเหตุการณ์ แต่สามารถบอกได้ว่าอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในชุมชน

อาเยาะยกผ้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อก่อนจะเล่าต่อไปว่า ประมาณ 2 เดือนที่แล้ว เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์ปูพรม เมื่อทหารสองนาย ซึ่งเป็นทั้งคนพุทธและคนมุสลิมถือปืนจ่อเข้าไปในมัสยิดหมู่บ้าน ขณะที่อาเยาะกำลังกล่าวอาซาน ทหารก็มาจับไมค์ไม่ให้อาเยาะกล่าวอาซาน จากนั้นผู้ชายวัยฉกรรจ์ที่ในมัสยิดทั้ง 82 คนก็ถูกจับกุมตัวไป และ มี 6 คนในนั้น ที่เป็นผู้หญิงด้วย

วันถัดมา ทหารจับชายคนหนึ่งไป แม่ของเขาซึ่งมีลูก 4 คน ร้องขอไม่ให้จับตัวลูกชายไป แต่ทหารก็บอกแค่ว่าจะเอาตัวไปสอบสวนเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งทหารก็นำศพของชายคนนั้นกลับมาด้วยสภาพที่ถูกของมีคมกรีดเป็นแผลตามเนื้อตัวและแขนขา ที่ท้องถูกกรีดเป็นทางยาว ความรู้สึกของผู้เป็นแม่เมื่อเห็นสภาพศพของลูกตนเองคงไม่มีใครกล่าวได้ว่ามันจะเจ็บปวดรวดร้าวและจะทรมานใจแค่ไหน ทหารที่นำศพมาส่งอ้างว่าเขาพบศพนี้ข้างทาง ที่ถูกฆ่าโดยฝีมือของโจร จึงนำมาส่งคืนให้ แต่ไม่มีชาวบ้านคนไหนเชื่อ เพราะชาวบ้านคิดว่า ชายคนนั้นไปกับทหารและทหารจะต้องปกป้องเขา ทหารจะปล่อยให้เกิดสภาพอย่างนี้ได้อย่างไร

อาเยาะเล่าว่า หลังจากกลับจากค่ายทหารฯ จะมีทหารเสื้อดำ (ทหารพราน) มาหาอาเยาะวันละ 2 ครั้ง ทุกครั้งที่มาที่บ้านอาเยาะก็ยังต้อนรับด้วยผลไม้ทุกครั้ง อาเยาะบอกว่าไม่ใช่เพราะให้เกียรติ แต่ใครมาก็ต้องดีกับเขา

เมื่อถามอาเยาะว่ากลัวไหม แกบอกว่ากลัวนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะกลัวมากจนไม่กล้าคุยกับใครเพราะรู้ดีว่า หลังจากที่พวกเรากลับไปแล้ว จะมีทหารมาที่บ้านแล้วถามว่าพูดคุยอะไรกับพวกเราบ้าง และก็ไม่รู้นอกจากถามแล้วอะไรจะเกิดกับพวกเขาบ้าง

อาจเพราะสาเหตุนี้ ถึงทำให้ชาวบ้านไม่กล้าคุยกับพวกเรา

สิ่งที่อาเยาะพูดและย้ำอยู่หลายครั้งก็คือ อยากให้ทหารเลิกเคาะประตูบ้านชาวบ้านเวลากลางคืน ตี 2 ตี 3 เสียที นอกจากนั้นทหารยังเปิดประตูเข้าไปถึงที่นอนของชาวบ้านด้วย นั่นไม่เพียงแต่เป็นการรบกวนชาวบ้านเท่านั้น ชาวบ้านยังกลัวและหวาดระแวง โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่กลัวถูกข่มขืน เพราะบางครั้งที่ทหารเข้ามาที่บ้านก็มาในสภาพที่เมามาด้วย

พวกเราสังเกตได้ว่าอาเยาะเริ่มเหนื่อย อาจเพราะความเหนื่อยอ่อนที่มาจากข้างในด้วยกระมัง เราจึงต้องยุติการคุยกับแกก่อน พวกเรากลัวว่าหลังจากอาเยาะกลับจากมัสยิดไปที่บ้านแล้วจะเกิดเหตุร้าย พวกเราจึงชวนกันไปส่งอาเยาะถึงบ้าน เมื่อไปถึงบ้านเราก็พบว่าที่กำแพงและประตูบ้านแกถูกพ่นด้วยสีสเปรย์ที่มีข้อความว่า

“แนวร่วม RKK ทุกคน”

” บ้าน BRN”

อาเยาะบอกว่าหลังจากที่กลับจากค่ายฯ มาถึงบ้านก็พบข้อความดังกล่าวแล้ว และไม่เพียงแต่บ้านของอาเยาะเท่านั้น บ้านของคนในหมู่บ้านคนอื่นๆ ที่ถูกจับตัวไปก็มีเช่นกัน

ใกล้ๆ กับที่บ้านของอาเยาะ เราได้พบกับภรรยาของโต๊ะอิหม่ามและหลานสะใภ้ที่มีลูกสองคน ที่อายุเพิ่งจะ 2 ขวบกว่ากับ เด็กน้อยที่อายุเพียง 7-8 เดือนเท่านั้น แต่กลับต้องกำพร้าพ่อไปก่อนวัยอันควร

ผู้คนที่นี่ต้อนรับพวกเราด้วยผลไม้หลากหลายชนิด มากมายเหมือนกับน้ำใจที่มีมาอย่างไม่มีประมาณ รอยยิ้มที่จริงใจของที่บ้านพร้อมกับความยินดีที่ได้พบพวกเราถูกส่งผ่านมาจนพวกเรารับรู้ได้ ชาวบ้านรู้ว่าเราจะมา แต่ไม่กล้าไปที่มัสยิด จึงมารอที่บ้าน

หลานสะใภ้ของอาเยาะที่เพิ่งจะเสียสามีไปเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว บอกว่า รู้สึกเหนื่อย ท้อ เบื่อ และกลัว กับสิ่งที่เกิดขึ้น จะไปอยู่ที่อื่นก็ไปไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง แต่ถึงแม้เธอจะดูสิ้นหวังกับชีวิต แต่ฉันก็ยังเห็นรอยยิ้มเล็กๆ อยู่บ้างบนในหน้าของเธอ แม้มันจะดูเศร้าก็ตาม อาจเพราะเธอยังมีลูกสาวอีกสองคนที่ยังต้องเลี้ยงดูอยู่ ฉันนึกไม่ออกเลยว่า อนาคตของเด็กๆ ที่นี่จะเป็นอย่างไร พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกแบบไหนกัน ในสภาพที่ความรุนแรงมีอยู่รายรอบตัวพวกเขาแบบนี้

เมื่อพูดถึงเด็กๆ ฉันนึกถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง พวกเราพบเขาที่หน้ามัสยิดตอนที่พวกเราคุยอยู่กับอาเยาะ เด็กผู้ชายคนนี้ อายุประมาณ 12-13 ปี เพื่อนนักศึกษาที่ลงมาหมู่บ้านคราวก่อนเล่าว่า มาคราวที่แล้วเด็กผู้ชายคนนี้ก็มาคุยด้วย

เด็กผู้ชายคนนี้เล่าว่า แม่ของเขาจะกลัวทหารมาก เมื่อพวกเราถามว่าทำไมถึงกลัว เด็กคนนี้จะต้องร้องไห้และพูดไม่ออกทุกครั้งที่ถูกถามเช่นนั้น พวกเราไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขา แม่ของเขาและคนที่แวดล้อมเขากันแน่ เรารู้แต่ว่า เหตุการณ์ที่เด็กคนนี้ได้พบจะต้องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก จนเราสัมผัสได้ถึงความเกลียดและโกรธทหารในตัวเด็กคนนี้ได้อย่างชัดเจน

เด็กๆ อีกหลายคนในหมู่บ้านคงรู้สึกเช่นเดียวกับเด็กผู้ชายคนนี้ ความเป็นเด็กของหมู่บ้านคอลอบาแลถูกทำลายลง ความสดใสของเด็กๆ แทบจะไม่มีให้เห็นแล้วที่นี่ นี่นะหรือการแก้ปัญหาด้วยวิธีการของทหารที่บอกว่า “เราจะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา!”

หลานสะใภ้ของอาเยาะ เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มอายุ 30 ปี คนหนึ่ง ในหมู่บ้านที่ถูกทหารจับตัวไป เขาบอกเธอว่า เธอยังโชคดีกว่าเขาที่ไม่ถูกทหารทำอะไร แต่ตัวเขาเองกลับถูกจับมัดแขนทั้งสองข้างและถูกห้อยคอลงมาในสภาพที่เหมือนการฆ่าตัวตาย และถูกทำทารุณอะไรอีกหลายอย่างที่เขาเองก็ไม่กล้าเล่าให้เธอฟัง แต่เขาพูดไปร้องไห้ไป สุดท้ายเขาก็กลับมาในสภาพที่จำลูกเมียหรือใครไม่ได้เลย แต่ระยะหลังดีขึ้นมากแล้ว

เรานั่งพูดคุยกับชาวบ้านจนเกือบค่ำ จึงขอตัวแยกย้ายกลับไป ชาวบ้านบอกว่าเดี๋ยว 6 โมงกว่าก็ต้องไปบ้านเพื่อนบ้านเหมือนกัน เพราะพวกเขากลัว บ้านก็อยู่ห่างจากคนอื่น จึงต้องย้ายไปนอนรวมกับคนอื่น เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดกับพวกเขาบ้าง

ฉันรู้สึกใจหายแทนชาวบ้าน พวกเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า หลังจากที่ชาวบ้านมาคุยกับพวกเราแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้าง ฉันได้แต่กล่าวคำว่า “ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง” และฉันก็เชื่อว่า ณ เวลานี้คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่สามารถคุ้มครองผู้คนในหมู่บ้านคอลอบาแลได้

เหตุการณ์เหล่านี้ที่พวกเราได้รับรู้เป็นเสมือนแผลที่ถูกกรีดให้ลึกลงไปในใจของคนที่นี่ ใครกันที่ทำให้ปัญหามันแย่ลงไปทุกวัน ใครกันที่ทำให้ความระแวดระวังและไม่ไว้วางใจมีอยู่ทุกขณะ ใครกันที่มีใช้วิถีเยี่ยงโจรกับหมู่บ้านนี้กันแน่

……………
ขากลับออกมาจากหมู่บ้าน ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าถนนที่นี่ถูกเขียนด้วยสีสเปรย์เป็นข้อความต่าง ๆ เช่น

“สันติสุขจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีทหาร”

“ไม่ต้องการทหารเข้ามาในหมู่บ้านประชาชนกลัว”

“ไม่มีทหารประชาชนเป็นสุข”

“เคอร์ฟิวส์ไม่ยุติธรรม ฆ่าคนบริสุทธิ์”

ใครคนหนึ่งในพวกเราบอกว่า “ถนนพูดได้” แต่ฉันคิดว่า ขนาดถนนยังพูดได้ แต่ทำไมคนที่นี่ถึงพูดไม่ได้ ไม่มีช่องทางให้คนที่นี่ได้พูดเลย จึงต้องพูดผ่านถนน เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นเหมือนสัญญาณบอกว่า เมื่อคนถูกทำให้จนตรอกไม่มีทางสู้มากขึ้น ไม่มีช่องทางได้ระบาย ความรุนแรงก็อาจจะมากขึ้นตามตัว แต่ความรุนแรงที่ว่าจะออกมาในรูปไหน ก็ยากที่ใครจะคาดเดาได้

ฉันนึกย้อนถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมา นึกถึงคำถามที่พวกเราถามอาเยาะว่า “อาเยาะคิดยังไง ถ้าเรื่องราวที่อาเยาะเล่า ถูกนำไปเผยแพร่ต่อ” อาเยาะบอกว่า “ยินดีมาก และถ้าเรื่องราวเหล่านี้คนต่างประเทศได้รับรู้ด้วยก็ยิ่งดี”

คำพูดประโยคนี้ของอาเยาะ มันวนเวียนอยู่ในความคิดของฉันตลอดเวลา ฉันคิดว่าฉันควรทำอะไรที่เป็นการตอบแทนกับการที่อาเยาะยอมเสี่ยงที่จะมาพูดคุยกับพวกเรา โดยที่อาเยาะอาจจะโดนอะไรบ้างหลังจากนี้ก็ไม่รู้ ฉันรู้สึกถึงความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ของอาเยาะ และหากอาเยาะเห็นงานเขียนชิ้นนี้ที่ฉันพยายามจะถ่ายทอดเรื่องราวของ “หมู่บ้านคอลอบาแล” ให้คนข้างนอกได้รับรู้แล้วนี้ อาเยาะก็คงรู้แล้วว่า…ฉันทำตามที่อาเยาะต้องการแล้ว

หมู่บ้านคอลอบาแล หมู่บ้านในเขตบันนังสตา ที่ผู้คนพากันบอกว่ามันเป็นพื้นที่สีแดง และสร้างอัตลักษณ์ให้คนที่นี่ว่าเป็นพวกโจรทั้งหมด จนไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ แต่ ณ เวลานี้ ฉันสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า พื้นที่นี้ผิดกับที่ฉันเคยรับรู้ และมันก็สวยงามทั้งพื้นที่และผู้คน แต่ความสวยงามเหล่านี้กำลังจะถูกทำให้หายไป มันกำลังถูกทำให้เป็นสีแดง และฉันก็รู้แล้วว่า พื้นที่แห่งนี้ถูกทาให้เป็นสีแดง (ของเลือด) ด้วยน้ำมือใคร !!….

ขอสันติภาพจงเกิดแก่หมู่บ้านคอลอบาแล…
                                                                                                                 17  สิงหาคม 50

เขียนความคิดเห็น