วิวาทะความรุนแรงที่ชายแดนใต้
วิวาทะความรุนแรงที่ชายแดนใต้
ระหว่างเยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธความรุนแรงกับเยาวชนนักสันติวิธี*
เอกรินทร์ ต่วนศิริ**
ปฏิกิริยาคืนสนอง
ฉบับที่ 1 เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง ถึง เยาวชนนักสันติวิธี
ขอความสันติจงมีแด่ท่าน …เพื่อนรัก
นับตั้งแต่รัฐปาตานีดารุสสลามได้ถูกผนวกกับรัฐสยาม ประชาชนที่ปาตานีได้ถูกกดขี่ ถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด แม้ว่าทางประชาชนที่นี้ได้ร่วมกันต่อสู้มาอย่างยาวนานในช่วงเวลาที่เรานั้นได้ถูกผนวกเข้ามากับรัฐสยาม ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี การต่อสู้ด้วยกองกำลังต่างๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบกับความสำเร็จ
จนกระทั่งปัจจุบันนี้ การต่อสู้ของพี่น้องที่ปาตานีได้เริ่มขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2547 จนถึงปัจจุบัน การต่อสู้ก็ยังคงดำเนินต่อไป และหวังว่าครั้งนี้การต่อสู้ของพวกเราจะประสบกับความสำเร็จ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันมีความพร้อมมากกว่าอดีตเป็นอย่างมาก แต่พวกเราก็อดสลดหดหู่ใจต่อปฏิกิริยาที่เป็นอริของเพื่อนชาวมุสลิมมาลายูปาตานีของผมบางคนไม่ได้ ผมรู้สึกติดค้างพวกเขาทางใจใคร่จะอธิบายให้ฟัง ว่าทำไมพวกเราจึงต้องใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ แม้ว่าจะมีผู้นำมุสลิมบางคนที่พยายามนำหลักการของศาสนามาตีความว่า “การฆ่าคนหนึ่งคนเหมือนกับการฆ่าคนทั้งโลก” และทำไมเราจึงอาจหาญในการก่อการเช่นนั้นได้ ผมอยากจะเริ่มที่ประวัติศาสตร์ของปาตานีสักเล็กน้อย
รัฐปาตานีเป็นรัฐอันยิ่งใหญ่ เป็นจุดศูนย์กลางทางด้านการค้าของภูมิภาคในบริเวณนี้ เป็นรัฐอิสลามที่มีความยิ่งใหญ่ทางด้านประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลามที่มีคนนับถือทั่วโลกอีกด้วย มีนักประวัติศาสตร์มากมายที่กล่าวว่า “ปาตานีเป็นระเบียงของมักกะฮ์” นั่นหมายถึงปาตานีที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทั้งความรู้ของบรรดาเหล่าอุลามาอ์นักวิชาการ และยังได้รับการยอมรับในระบบการศึกษาด้านศาสนาแห่งยุคสมัยนั้น
หลังจากการการล่มสลาย รัฐปาตานีถูกสยามแบ่งออกเป็น 7 หัวเมืองต่างๆ เพื่อทำลายความเข้มแข็งแล้วสถาปนาความอ่อนแอ แน่แท้ว่านั่นเป็นแผนการของพวกล่าอาณานิคมในสมัยก่อน โดยให้เจ้าเมืองปกครองดูแลพวกเรา แต่เจ้าเมืองที่มาดูแลพี่น้องที่ปาตานีก็เป็นผู้ที่รับใช้ของรัฐสยามที่ปกครองพวกเราด้วยการข่มขี่พวกเรามาโดยตลอด นี่เป็นปรากฏการณ์ของความร่วมมือระหว่างสยามกับพวกชนชั้นนำเจ้าปาตานีเท่านั้น และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจต่ออุดมการณ์ของอิสลามแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันสังคมมุสลิมทั้งหลายเองก็ทรยศต่อหลักการศาสนาของตัวเอง ทำให้พวกเขาเสื่อมทรามถอยลงและตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย ยิ่งเหล่าพวกชนชั้นนำที่เป็นเหล่ากษัตริย์ซึ่งปกครองพวกเราในสมัยรัฐปาตานี ก็ยังไปรับใช้พวกรัฐสยามเพียงเพื่อความอยู่รอดของพวกเจ้าปาตานีเท่านั้น หาใช่จะดูแลเราอย่างยุติธรรมไม่ พวกเขากลับกลายเป็นพวกมุนาฟิกในทรรศนะของอิสลาม ทว่าเราก็คิดว่าชีวิตพวกเขาน่าสงสารยิ่งนัก
ความรุนแรงเป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เพราะมันอาจจะเป็นภาษาเดียวที่พวกผู้กดขี่จะเข้าใจ แต่พวกเขาอาจจะเข้าใจอยู่แล้วก็ได้เพราะพวกเขานั้นได้มอบความรุนแรงในการดูแลพวกเรามาโดยตลอดเวลา เราต้องอาศัยการต่อสู้แบบอิสระ โดยทุกคนมีสิทธิในการคิด การใช้วิธีหนทางของความรุนแรงตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่พวกเราไม่สามารถต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธอย่างซึ่งๆ หน้าได้ ถึงแม้ว่าความรุนแรงในการปฏิบัติงานจะพุ่งไปที่เจ้าหน้าของรัฐ หรือสัญลักษณ์ต่างๆของรัฐ เป็นอันดับแรก แต่จะให้เราละเอียดลออเสียจนไม่กระทบต่อพลเรือนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ อย่าลืมว่ารัฐบาลเองก็ไม่เคยละเว้นผู้บริสุทธิ์ในการใช้ความรุนแรงกับพวกเรา และเราก็เคยเห็นการกระทำอย่างนี้ของรัฐบาลบ่อยครั้ง อย่างเช่น กรณีสลายม็อบตากใบ ที่ผ่านมา 3 ปีแล้วก็หาคนรับผิดชอบมิได้กับการเสียชีวิตของพลเรือนพวกเรา
ผมอยากจะชี้แจงเพิ่มเติมอีก 3 ประเด็น
ประเด็นแรก การต่อสู้ด้วยความรุนแรงของพวกเราเป็นปฏิกิริยาคืนสนอง เราแค่กำลังตอบโต้ความรุนแรงในการก่อการร้ายโดยรัฐไทยเท่านั้นเอง สิ่งที่พวกคุณกำลังมองว่าพวกเรานั้น ป่าเถื่อน ไร้อารยะ แต่คุณไม่มองสิ่งที่ฝ่ายรัฐกำลังทำกับพวกเรา กฎหมายของรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติความรุนแรงของรัฐที่ใช้กับพวกเรา สังเกตได้จากเหตุการณ์ที่ถล่มพี่น้องของเราที่มัสยิดกรือเซะ โครงการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของพวกนายทุนที่คนรัฐบาลสนับสนุน แต่พวกเราประชาชนปาตานีกลับไม่ได้อะไรเลย แค่เป็นคนงานราคาถูกเพื่อรับใช้เหล่านี้ แล้วถามว่าสิ่งที่เห็นและเป็นไปนั้นไม่ใช่การ “ก่อการร้ายโดยรัฐ” แล้วยังบังอาจถือดีมาเรียกเราว่าผู้ก่อการร้ายอีก ทั้งๆที่เราแค่กำลังป้องกันบ้านของเราจากการก่อการร้ายของรัฐเท่านั้น และสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญอยู่ รัฐก่อการร้ายกำลังจะสถาปนาความมั่นคง โดยใช้เงื่อนไขกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจในการก่อการร้ายในภาคใต้ที่เบ็ดเสร็จ แล้วจะให้เรียกว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย?!
ประเด็นที่สอง ผมอยากให้ชวนมองการก่อการ “ที่น่าสรรเสริญ” กับ “ที่พึงประณาม” โดยพิจารณาจากการก่อการเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีชาตินิยมแบบคับแคบที่ค่อยๆ ทำลายประชาชนคนเล็ก คนน้อย คนที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมถูกกระทำจากการเป็นชาตินิยมที่ค่อยทำลายพี่น้องในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ผ่านมาพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการผสมกลมกลืนพี่น้องชาวล้านนา อีสาน และพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ให้มีความเป็นไทยซึ่งทำลายอัตลักษณ์ของตัวเอง การต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้เป็นการต่อสู้ในประเภทแรก ส่วนการก่อร้ายที่ยัดเยียดหรือค้ำยันสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ให้ยืนนานออกไปจัดเป็นประเภทหลัง พลพรรคของพวกเราไม่เคยฆ่าเยี่ยงคนขลาดหรือหาประโยชน์ใส่ตัวจากการปฏิบัติการของพวกเรา พวกเราเสียสละความสุขสบายอาชีพการงาน ครอบครัว กระทั่งชีวิตที่ปกติของตนเอง และแสดงการประจักษ์ด้วยการพลีชีพที่ศรัทธาว่า พวกเราได้รับการชักนำด้วยแรงจูงใจอันสูงส่งสุดยอด การก่อการของพวกเราชอบธรรมทางด้านศาสนา หาได้มีธาตุแท้เป็นอาชญากรรมดังที่พวกนักวิชาการสันติวิธีบางคนกล่าวอ้างไม่ มโนธรรมสำนึกของเราแจ่มจรัสอยู่ในหัวใจ และผมอยากกล่าวต่อพี่น้องมุสลิมคนอื่นๆ ที่ไม่เข้าใจการต่อสู้ที่ปาตานีว่า พวกคุณไม่ได้เจ็บปวดเหมือนพวกเรา พวกคุณทั้งหลายต้องร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ปาตานี ศึกษาการต่อสู้ ณ พื้นที่อื่นๆ ของพี่น้องมุสลิมที่ถูกกดขี่แล้วพวกท่านก็จะเข้าใจเรา หรือในทางกลับกันพวกคุณอาจประณามเราว่า สิ่งที่พวกเราทำไม่ใช่การกระทำของผู้คนในศาสนาอิสลาม เพราะพวกคุณมักทำตัวเป็นผู้ที่คอยตัดสินแทนพระเจ้าตลอด พวกคุณไม่ใช่นักต่อสู้ แล้วเราจะฟังพวกคุณไปเพื่ออะไรในเมื่อพวกคุณไม่มาร่วมต่อสู้กับพวกเรา
ประเด็นที่สาม ผมอยากจะกล่าวกับพวกคุณสักหน่อยว่า กระแสโลกาภิวัตน์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นกระแสของการนำพาสังคมมุสลิมให้ออกไปจากหลักการศาสนามากขึ้น ผลกระทบของโลกาภิวัตน์นั้นมีต่อพี่น้องมุสลิมปาตานีและทั่วโลก ผมเองก็ยอมรับว่ากระแสโลกาภิวัตน์มีส่วนที่ดีกับการพัฒนาประชาชาติอิสลาม แต่ใคร่ขออธิบายให้ฟังว่า ในโครงสร้างที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ จะมีวิธีการใดบ้างที่จะสามารถทำให้มุสลิมมาสนใจเรื่องของศาสนาและมีความเคร่งครัดกันมากขึ้น เราเห็นบทเรียนของสังคมอื่นๆที่ไม่ใช่สังคมมุสลิมที่มีความเสื่อมโทรมจากผลพวงที่มากับโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมโลกวิสัย บทบาททางเพศอันสับสน ความสำส่อนทางเพศ รักร่วมเพศ ความเห็นแก่ตัว บริโภคนิยม เรื่องของการขูดรีดโดยระบบดอกเบี้ย เรื่องของการศึกษาที่นำพาพวกเขาไปสู่กระแสของการแข่งขันในระบบทุนนิยมที่ละเลยศีลธรรมต่างๆ แล้วเราจะให้เยาวชนลูกหลานของเราต้องเจอในสิ่งเหล่านี้หรือ? ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ? หรือใครมีสติก็เลือกในสิ่งดี แล้วโอกาสของคนจนล่ะ คนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เราปล่อยเขาให้เผชิญหน้าอย่างโดดเดี่ยวกระนั้นหรือ ?
สิ่งที่เห็นอยู่นี้ เราในฐานะผู้ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เราก็มีหน้าที่ ที่จะต้องพัฒนาสังคมมุสลิมปาตานีตามแนวทางของอิสลาม หากใช่แนวทางการอธิบายการพัฒนาในรูปแบบตะวันตก เพราะเราศึกษาการพัฒนาในสังคมไทยที่ล้มเหลว ที่ละเลยการพัฒนาภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ตลอดจนความผิดเพี้ยนหลงไปสู่กระแสของระบบทุนนิยมซึ่งเราเห็นว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่มากๆ และทำให้คนตาบอดข้างเดียว มองโลกที่เห็นแก่เพียงวัตถุนิยมด้านเดียว ฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อสถาปนาความยุติธรรมในพื้นแผ่นดิน
หวังว่าเพื่อนจะเข้าใจ
เพื่อนของคุณ.
วิพากษ์แนวคิดความรุนแรง
ฉบับที่ 2 เยาวชนนักสันติวิธี ถึง เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง
ถึงเพื่อนที่รัก
โอ้เพื่อนรัก เธอสามารถคิดหาเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อที่จะอธิบายการใช้ความรุนแรงที่ปาตานีของพวกเธออย่างน่านับถือยิ่งนัก แต่เมื่อฉันได้ฟังเธอแจกแจงแล้ว ช่างน่ากังวลใจเหลือเกินต่อความคิดที่นิยมต่อการใช้ความรุนแรงเช่นนี้ หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุด ฉันคิดว่าเธอกำลังให้เหตุผลที่วิปริตผิดเพี้ยน การสดุดีความรุนแรงของเธอนั้นช่างน่าทุเรศสิ้นดี และช่างแตกต่างจากศาสนาของเธอซึ่งเป็นศาสนาแห่งสันติ มันช่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
ฉันขอเริ่มต้นด้วยการทบทวนในสิ่งที่เธอได้นำเสนอมาสักหน่อย หากจะเริ่มต้นด้วยการอธิบายประวัติศาสตร์ปาตานีที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าทางด้านการค้าและความรุ่งเรืองของศาสนาอิสลามที่ต่อมางอกงามในรัฐปาตานี ข้อนี้ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากเธอจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ยิ่งใหญ่ ที่พวกเธอชำระเสียหมดจด อย่าลืมว่าการพิชิตศึกและจักรวรรดิทั้งหลายทั้งปวงล้วนเนืองนองไปด้วยเลือดและการกดขี่ ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดินิยมไหนๆ ก็ตาม ล้วนต่างมีความอยุติธรรมทั้งสิ้น แม้แต่ในจักรวรรดิมุสลิมเองก็เถอะ ประวัติศาสตร์ยังได้บอกกล่าวไว้ว่าเป็นหนึ่งในจักรวรรคนิยมในอดีตด้วยเช่นกัน
เธอกล่าวถึงพวกชนชั้นนำที่เป็นผู้ปกครองมุสลิมจำนวนมากที่กลายเป็นเพียงทาสรับใช้สยาม แต่ใคร่ขอให้เธอคิดว่า ผู้ปกครองชาวมุสลิมของเธอนี่เองที่เป็นเงาขยายใหญ่ของสังคมมุสลิม พวกเธอสร้างพวกเขาขึ้นมาตามรูปโฉมของเธอ และฉะนั้นเธอเองที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขากระทำด้วย ข้อนี้ในปัจจุบัน “เราก็เห็นและรู้ดีว่าเหยื่อของอดีตวันวานอาจกลายเป็นผู้ที่กดขี่ประชาชนของเขาเองในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ” เพราะฉันได้สังเกตจากการที่ผู้นำของสังคมมลายูมุสลิมหลายคนได้พยายามใฝ่หาอำนาจทางการเมือง จนทำให้ไร้จุดยืน หรือไม่แน่ว่า จริงๆ แล้วพวกเขาอาจจะไม่มีจุดยืนเพื่อประชาชนเลย แต่เป็นการแสวงหาอำนาจเพื่อตนเอง ช่างน่าอดสูยิ่งนัก
เธอยังยืนยันในความคิดที่จะใช้ความรุนแรง เธอช่างไม่มีขันติบ้างเลยเพื่อนรัก ฉันคิดว่า “ตาต่อตา ” จะทำให้คนตาบอดได้ง่าย จนมองไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ ทั้งที่ยังมีวิธีการอีกมากมายที่จะต้องสู้กับความอยุติธรรม ฉันขอถามเธอสักหน่อยว่า เธอทนได้อย่างไรกับการที่จะต้องเห็นผู้คนล้มตายมากมายในปัจจุบัน เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่ปรากฏการณ์ความรุนแรงได้คร่าชีวิตผู้คนมากมาย และหากเราดูสถิติการตาย เธอก็จะทราบว่า พี่น้องมุสลิมนั้นมีความสูญเสียมากกว่าคนพุทธเสียอีก แล้วเพื่อนพี่น้องไทยพุทธข้างบ้านที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา ก็เพราะความรุนแรงนี่เองที่ทำให้พวกเขาต้องย้ายบ้านหนีไป นี่หรือที่เธอบอกว่าเป็นหนทางของการได้รับชัยชนะ ฉันคิดว่าเป็นหนทางของคนที่ไม่มีมนุษยธรรมต่างหาก
ใน 3 ประเด็นที่เธอได้อธิบายแก่ฉันนั้น ใคร่จะขอท้วงติงสักหน่อย
ประเด็นที่แรก สิ่งที่เธอบอกฉันว่า ในสถานการณ์ความรุนแรงที่ปาตานีนั้นเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ อันนี้ฉันก็เห็นด้วยว่ารัฐบาลกำลังใช้ความรุนแรงแก่พวกเธออยู่ และฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือวิธีการของพวกเธอก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ความรุนแรงทางของรัฐเลย แม้ว่าเธอจะอธิบายว่าเธอไม่ชอบรัฐก่อการร้ายและต้องต่อสู้กับสิ่งที่รัฐทำด้วยการใช้ความรุนแรงนั้น ข้อนี้ช่างเป็นหนทางที่ไม่ฉลาดเลยสำหรับฉัน เพราะเธอก็มีความป่าเถื่อนไม่ต่างอะไรกับรัฐนัก หากพวกเธอจะต่อสู้แล้วประสบความสำเร็จโดยใช้วิธีการรุนแรงและได้บริหารจัดการสังคมปาตานีด้วยตนเอง แล้วฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่า พวกเธอจะปกครองประชาชนโดยวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรง ข้อนี้ทำให้ฉันยิ่งกังวลมากขึ้น
ประเด็นที่สอง สิ่งที่เธอได้กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงที่ปาตานีนั้นเป็นการต่อสู้ที่น่าสรรเสริญและเป็นการต่อสู้ที่รักษาอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมมลายู โดยที่ไม่อยากให้ความเป็นไทยผสมกลมกลืนไปนั้น ช่างสวนทางกันกับเพื่อนๆ เยาวชนของเธอ ที่เราเห็นและสังเกตได้ว่าพี่น้องเยาวชนเพื่อนมลายูนั้นไม่ได้ใส่ใจกับความเป็นมลายูเหมือนกับเธอเลย ปรากฏการณ์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกุรงเทพซึ่งมีเยาวชนมลายูมาศึกษามากมาย แต่พวกเขาเหล่านั้นได้ทำให้มลายูมุสลิมถูกมองไปในทางที่เสียหายมากว่าในทางที่ดีมากกว่า เช่น การเสพยาเสพติด การอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงที่ไม่ได้แต่งงาน ทั้งที่พวกเขาเหล่านี้มีความรู้ทางด้านศาสนาขั้นสูง ฯลฯ แล้วเราก็ได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนมุสลิมที่ไม่ใช่มลายู เขาก็มักจะกล่าวถึงมุสลิมมลายูในทำนองว่าเป็นคนที่คับแคบในเรื่องของความคิดทางด้านศาสนาและการอยู่ร่วมกันและมักไม่เปิดรับคนอื่นๆ ทั้งที่เป็นมุสลิมด้วยกัน
เธอมัวแต่โทษและโยนความผิดกระบวนการสร้างชาตินิยมของไทย แต่เธอไม่เคยโทษมลายูมุสลิมเลย เธอลืมความจริงพื้นๆ ไปว่าไม่มีคนนอกหน้าไหนจะเข้ามาหยั่งเท้าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมได้ในสังคมหนึ่งๆ เว้นแต่มันจะเน่าในเองหรือมันจะการทำลายของคนในสังคมนั้นเอง ข้อนี้เธอก็ต้องศึกษาและเรียนรู้สักหน่อย
การพิทักษ์รักษาอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมมลายูนั้น ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีความจำเป็น แต่ฉันคิดว่าเธอน่าจะต้องทำงานกับเยาวชนพี่น้องของพวกเธอให้มากกว่าเดิม โดยวิธีการที่ถูกต้อง และด้วยวิธีการที่เปิดกว้างมากกว่าการปิดกั้น
อย่างไรก็ตาม วิธีการของเธอย่อมส่งผลต่อสังคมไทยอย่างแน่นอน เพราะสังคมไทยจะเหมารวมว่าพวกมุสลิมใช้ความรุนแรงและจะทำให้เกิดความขัดแย้งและอคติ ส่วนในสังคมมุสลิมด้วยกันนั้น เธอก็จะถูกต่อต้านจากพี่น้องมุสลิมที่ไม่ใช่มลายู ฉันคิดว่าแม้กระทั่งสังคมมลายูด้วยกันก็จะต่อต้านวิธีการของเธอด้วย ฉันจึงอยากเสนอวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรงในการทำความเข้าใจปัญหาที่ภาคใต้ เพื่อให้เข้าใจว่าพวกเธอไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างไร โดยใช้วิธีการขันติ อดทน เพราะฉันเข้าใจว่านี่เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อพวกเธอ เธอต้องอดทนต่อบททดสอบนี้อย่างมีขันติ ตราบใดที่เธอยังใช้วิธีการความรุนแรง ก็เท่ากับว่าเธอทำให้สังคมไทยก่อเกิดแนวความคิดที่สนับสนุนความรุนแรงที่จะใช้กับพวกเธออยู่และเป็นการผลักไสผู้คนในสังคมไทยให้เข้าไปสู่อ้อมแขนของผู้นำที่นิยมทหาร จนต้องออก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่จะทำให้เธอเหลือทางแคบทุกที เธอต้องศึกษาวัฒนธรรมความรุนแรงในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่ธรรมศาสตร์ และ 25 ตุลาคม 2547 ที่ตากใบ จนบัดนี้สังคมไทยบางส่วนก็ยอมรับผู้นำฝ่ายขวามาเป็นผู้นำพรรคได้ (ช่างลืมง่ายๆจริง) เธอต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในสังคมนี้ ไม่มีเพียงแต่ประวัติศาสตร์ปาตานีเท่านั้น
ประเด็นที่สาม เธอพูดถึงโลกาภิวัตน์และวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ ดูเหมือนเธอจะเข้าใจดีเสียด้วย วิธีการตอบโต้โลกาภิวัตน์ การปิด – เปิดบางส่วนให้สังคมมุสลิมนั้นได้นำไปใช้นั้น หรือการเลือกแนวทางของการพัฒนาแบบอิสลามนั้น ข้อนี้ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอแนะนำว่าเธอต้องให้ความสำคัญทางด้านศาสนาและการจัดตั้งมวลชนที่มีคุณภาพทั้งทางด้านศาสนาและทางโลก เพื่อที่คนของเธอจะได้เข้าใจทั้งสองศาสตร์ เพราะหากเธอเพียงจะต้องเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคตอันใกล้นี้ สังคมของเธอต้องการคำอธิบายในสิ่งที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นกระแสความขัดแย้งจากการตีความทางด้านศาสนาของพวกเธอเอง
ข้อนี้ฉันคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาภายในสังคมมุสลิมมลายูด้วยกันเอง ฉันไม่อยากเห็นการใช้ความรุนแรงระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกันก็เพราะหลักคำสอนปลีกย่อยที่แตกต่างกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เห็นอยู่ในตะวันออกกลางระหว่างนิกายสุนนีย์กับนิกายชีอะฮฺ เธอต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมมลายู แต่หากความรุนแรงที่เธอยังคงเชิดชูและใช้มันอยู่ ฉันเชื่อแน่ว่าจะต้องเป็นปัญหาในอนาคตของสังคมมุสลิมด้วยกันอย่างแน่นอน อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่พวกเธอจะต้องเสียเวลากับมันจนไม่ได้พัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือเทคโนโลยีก็อาจเป็นได้
ด้วยมิตรภาพและความหวังดี
เพื่อนของเธอ.
สู่ทางเลือกใหม่
“ตาต่อตา จะทำให้ทุกคนในโลกต่อบอดทั้งหมด”
(An eye for an eye will make the whole blind.)
ฉบับที่ 3 เยาวชนนักสันติวิธี ถึง เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง
ถึงเพื่อนที่รัก
ฉันอยากจะขอย้ำว่า ท้ายที่สุดแล้ว ฉันรับไม่ได้กับวิธีการของเธอด้วยเหตุผลทั้งด้านความสัมฤทธิผลเชิงปฏิบัติและเหตุผลทางศีลธรรม มันไม่สามารถทำให้เธอบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม มันจะทำให้สังคมมลายูมุสลิมต้องเผชิญความยากลำบากในการใช้ความรุนแรงของพวกเธอในครั้งนี้ เพราะเบื้องหลังสังคมที่มีความรุนแรงนั้นจะเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อเนื่องได้เสมอในอนาคตอันใกล้และไกล ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างใดๆก็ตาม วันนี้เธอใช้ความรุนแรงกับสิ่งที่เธอเองก็ไม่ต้องการ แต่ในวันพรุ่งนี้ประชาชนของเธอก็จะกลับมาใช้ความรุนแรงกับเธอ โดยอ้างความชอบธรรมอย่างเดียวกัน วงจรความรุนแรงนี้ก็ไม่มีวันสิ้นสุด ฉะนั้นจงหยุดมันด้วยตัวเธอเถอะ
เธอได้ทำให้ชุมชนมลายูมุสลิมทั้งมวลแตกแยกร้าวฉานกันเอง เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในการดำเนินชีวิต เกิดความหวาดระแวง ความไม่มั่นคงในชีวิต ความรุนแรงของเธอได้ทำให้พี่น้องหลายคนต้องประสบกับความยากลำบาก เป็นการอนุญาตให้พวกทหารเข้ามาจับกุมพี่น้องเพราะสงสัยเพียงแค่เป็นคนมลายูมุสลิม ความรุนแรงของเธอได้ทำลายความสัมพันธ์เพื่อนบ้านระหว่างพี่น้องไทยพุทธในพื้นที่กับพี่น้องมุสลิมอย่างน่าเศร้า ฉันอยากให้เธอทบทวนให้ดีๆ ว่าความรุนแรงให้อะไรแก่สังคมมลายูบ้าง?
สิ่งที่น่าสังเกตต่อปรากฏการณ์การใช้สันติวิธีของพี่น้องมลายู หากเธอได้สังเกตการต่อสู้ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง กรณีคดีตากใบเป็นสิ่งที่เธอต้องศึกษาและทบทวนดูกระบวนการต่อสู้ที่ร่วมมือร่วมใจในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการใช้ความรุนแรงของของรัฐนั้น มันสามารถทำให้คนเล็กๆที่ไม่รู้เรื่องกฎหมายเลยสามารถเรียกร้องในสิ่งที่ควรได้รับได้ ข้อนี้เธอควรจะศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ของคนในสังคมเธออย่างยิ่ง
การเยียวยาของคนในสังคมมลายูด้วยกันช่วยให้ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตทั้งพุทธมุสลิมเข้มแข็งขึ้นมาได้ เพราะได้มีการสานเสวนา การเรียนรู้ระหว่างกัน และคนเหล่านี้ก็กลับมาเป็นคนที่รณรงค์เรื่องสันติวิธีอย่างจริงจัง ทั้งที่ความจริงคนเหล่านี้เป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เป็นแนวทางที่เธอชื่นชม
การใช้สันติวิธีแตกต่างกับการใช้ความรุนแรงอย่างไรรู้ไหม? มันจะทำให้คนที่ใช้ความรุนแรงนั้นหมดความชอบธรรมโดยทันที เธอควรจะต่อสู้อย่างอารยะขัดขืนแบบมีการจัดตั้ง การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะต่อสู้กันอย่างสันติ เธอควรเลือกการต่อสู้ทางด้านการเมืองที่เปิดโอกาสให้มีต่อสู้อย่างชอบธรรม และควรจะศึกษาการเมืองทางเลือกที่สามารถรวมคนในชุมชนของเธอให้มาเลือกผู้นำที่มีคุณภาพอย่างที่พวกเธอต้องการ การสร้างเอกภาพภายในสังคมมุสลิมมลายูด้วยกันเอง ปัญหาแนวความคิดอิสลามสายใหม่กับแนวคิดอิสลามสายเก่าควรที่จะต้องมีการเสวนาทางด้านศาสนาด้วยกันเองเพื่อหาทางออกให้แก่คนในสังคมในมลายู ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในภวังค์ของความรุนแรงที่สับสนจนเหลือทางออกที่ริบหรี่ นี่ไม่ใช่หรือ? สิ่งที่เธอควรจะทำงานอย่างหนักมากกว่าการใช้ความรุนแรงอย่างไร้เดียงสาในปัจจุบัน
สิ่งที่ฉันจะเสนอให้เธอคิด คือ วิธีการบางประการที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อที่จะทำให้เธอใช้หนทาง “ตามองตา” เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ ในความคิดของฉันก็คือการที่จะต้องทำความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดกับประชาสังคมไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และองค์กรต่างประเทศทั้งที่เป็นองค์มุสลิมหรือไม่ก็ตาม ฉันเชื่อมั่นว่าการ ร่วมมือทางสังคมสามารถทำให้ปัญหาภาคใต้กลับสู่สันติภาพได้อย่างแน่นอน เพราะการใช้สันติวิธีเท่านั้นจะทำให้เกิดสันติภาพที่ถาวรสำหรับสังคมปาตานี ได้ ประสบการณ์ที่อินเดียสามารถยืนยันสิ่งที่ฉันกล่าวได้
ความไม่เชื่อมั่นต่อวิธีการไม่ใช้ความรุนแรงนั้น ได้ทำลายศาสนาของเธอ ดังเหตุการณ์ 11 กันยา ที่ทำให้มุสลิมทั่วโลกถูกผูกมัดกับความรุนแรงในสายตาของประชาคมโลก ส่วนความรุนแรงที่ปาตานีก็ไม่ได้ต่างกันอะไรกันนัก เพียงแต่อาจกระทบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น สิ่งนี้หรือที่เธอปรารถนามัน
ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องตั้งคำถามจากการใช้ความรุนแรง และพินิจพิเคราะห์ผลของมันอย่างเป็นธรรม ว่ามันเป็นทางเลือกสุดท้ายหรือทางเลือกของพวกตาบอดกันแน่ !
ด้วยมิตรภาพและความหวังดี
เพื่อนของเธอ.
วิพากษ์แห่งวิพากษ์
ฉบับที่ 4 เยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธวิธีการรุนแรง ถึง เยาวชนนักสันติวิธี
ขอความสันติจงมีแด่ท่าน …เพื่อนรัก
หลังจากฟังคุณเทศนามาเป็นเวลานานพอสมควร ผมอยากจะบอกว่าหากการประท้วงของเราที่ผ่านมา เป็นแนวทางสันติที่เราก็ใช้อยู่ แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่าพวกสื่อมวลชนนั้นพยายามสื่อความหมายของเราไปสู่การประท้วงอันป่าเถื่อน ผลของการประท้วงประจักษ์ให้เห็นแล้วว่ามันเปล่าประโยชน์ ข้อนี้คุณก็สนับสนุนการประท้วงอย่างนี้ไม่ใช่หรือ คุณก็เข้าใจดีว่ามันไม่มีประโยชน์สักนิดเดียว
ผมต้องขอสารภาพว่า ไม่เคยมีเหตุอันใดๆ ทั้งสิ้นที่จะทำให้ผมต้องไปนั่งอ่านหนังสือหรืองานเขียน แนวสันติวิธี หรือประสบการณ์การใช้สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้งในที่อื่นๆ เลย แม้ว่าจะมีการรณรงค์เรื่องสันติวิธีก็ตาม แต่ปรากฏการณ์ที่ผมได้เห็นก็คือ มีแต่คำพูดว่า “สันติวิธี” จากปากของผู้ที่ไม่ใช่เหยื่อของความรุนแรง และแม้ว่าเหยื่อจริงๆ ก็ถูกสันติวิธีสอนให้เชื่องๆ เป็นตัวแทนของพวกอ่อนแอไปประกาศให้พี่น้องปาตานีให้อภัย ในสิ่งที่ตนเองได้รับจากความอยุติธรรมจนบางครั้งผมก็สนใจในสิ่งที่พวกคุณกระทำ มันกระตุ้นให้ผมไปหาอ่านและครุ่นคิดเกี่ยวกับสันติวิธีของคุณ แต่ผมก็ยังไม่ปลงใจเชื่อตามที่คุณชักจูง เหมือนคนอื่นๆ เพราะนั้นหมายถึง เป็นการทำร้ายความรู้สึกตนเองมากกว่าที่จะทำตามในวิถีมนุษย์เยี่ยงคนธรรมดา แล้วเราจะมีศาลไว้ลงโทษตัดสินการทำผิดของคนในสังคมทำไม หรือว่าเราควรมีศาลไว้สอนคนที่ถูกทำร้าย ถูกเอารัดเอาเปรียบ ให้รู้จักการให้อภัยคนผิด
สิ่งที่คุณบอกเราว่าสังคมเราแตกแยกนั้น เรายอมรับข้อนั้น และสิ่งที่คุณได้ชี้แนะให้เราสร้างสังคมมุสลิมที่เข้มแข็งก่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั้น เราก็กระทำอยู่และไม่ได้ละเลย เพียงแต่มันเป็นปัญหาภายในของเรา เราสามารถจัดการตามหลักการอันถูกต้องของเราได้
ความคิดและวิธีการของคุณเป็นโลกที่ตายแล้ว หากจะขอย้อนมองประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนที่นี้ ที่ผมเข้าใจว่าเป็นสันติวิธีในความหมายของคุณ เช่น การยื่นข้อเสนอทางด้านการเมืองของท่านหะยีสุหรง แต่กลับกลายเป็นเหยื่อของสันติวิธี และหากมองประวัติศาสตร์อันใกล้เข้ามาอีกสักนิด กรณีของคุณสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิมที่พยายามช่วยพี่น้องมุสลิมที่นี้ก็กลับกลายเป็นเหยื่อของสันติวิธีไปอีกคน ฯลฯ
แล้วอย่างนี้เราต้องเลือกใช้มันอีกหรือ? คุณบอกให้เราอดทนกับบททดสอบของพระผู้เป็นเจ้า แต่คุณไม่เคยรู้เลยหรือว่าการต่อสู้กับผู้ปกครองที่อยุติธรรมนั้น ความรุนแรงถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น ศาสนาของเราใจกว้างมากในการเปิดให้ใช้ความรุนแรงที่มีเหตุผลทางศาสนาอันเป็นที่ยอมรับ ข้อนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์มีอยู่ในตัวทุกคน หากคุณทำตัวเหมือนมนุษย์ที่ไร้ความรู้สึกที่ไม่รู้รสชาติของความเจ็บปวด คุณก็น่าจะไม่ใช่คนปกติสักเท่าไร
ในสิ่งที่คุณบอกให้ใช้สันติวิธีนั้น ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดพวกนักสันติวิธีอย่างพวกคุณไม่ไปเทศนาเรื่องสันติวิธีให้แก่ทหารและตำรวจบ้าง แต่คุณมาบอกเหยื่ออย่างพวกเรา มันตลกสิ้นดีกับการทำงานของคุณ คุณก็รู้ว่าใครเป็นคนผลิตความรุนแรงเสมอในโลกใบนี้ ผมไม่เคยเห็นประชาชนเริ่มใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่รัฐก่อนสักครั้ง มีแต่ปฏิกิริยาที่ตอบโต้การใช้ความรุนแรงจากรัฐเท่านั้น
ข้อกล่าวหาที่คุณบอกว่าพวกเราเป็นพวกที่ใช้ความรุนแรงอย่างไร้เดียงสานั้น น่าจะใช้กับพวกคุณมากกว่า พวกสันติวิธีที่หน่อมแน้ม เพราะการใช้ความรุนแรงของพวกเราที่กลั่นกรองออกมาเป็นอย่างนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่พวกพลเรือน แต่บางครั้งมันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คุณคงคิดว่าพวกเรานั้นเป็นพวกบ้าระห่ำที่ทำลายล้างโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร ข้อนี้เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะการปฏิบัติงานทุกครั้งเราต้องกำหนดแน่นอนกับสิ่งที่เรากระทำ เราจะไม่เสียเวลาเพื่อทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรอก
หากพูดถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพ จะว่าไปแล้วเจ้าหน้าที่ไม่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ เลยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะที่นี่ ไม่มีสิทธิที่จะให้พวกเจ้าหน้าที่ละเมิด เพราะเราไม่เคยได้รับสิทธินั้นๆ อย่างเต็มรูปแบบสักครั้งเดียว และข้อกล่าวหาที่คุณได้บอกว่าพวกเราละเมิดสิทธิคนกลุ่มน้อยชาวไทยพุทธในพื้นที่นั้น ข้อนี้เราไม่เคยละเมิดพวกเขาเลย แต่พวกเขาต่างหากที่พยายามใส่ไคล้พวกเราและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
อิสลามมีวิสัยทัศน์ทางด้านสังคมอย่างดี หากสังคมเราได้นำหลักการศาสนามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เราขอรับรองว่าศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาที่เข้าใจเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง เราสามารถให้ความยุติธรรมแก่ทุกๆ ศาสนิกไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือมุสลิม เราจะลงโทษคนที่ผิดอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหลุดพ้นจากพันธนาการที่โหดร้าย ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลือกทางเดินของเราเอง ถึงเวลาแล้วที่พวกสันติวิธีต้องเปิดตายอมรับความจริงและให้ความยุติธรรมแก่คนที่ถูกกดขี่ ไม่ใช่เพียงแต่ประณามความรุนแรงที่ไม่ยอมศึกษาบริบทของสังคมอย่างละเมียดละไม
บางครั้งเราก็คิดว่าความคิดเห็นเรื่องสันติวิธีนั้น อาจจะเป็นเครื่องมือของพวกผู้ปกครองที่กดขี่ พวกคุณต้องทบทวนบทบาทของคุณว่า แนวคิดของพวกคุณนั้นเป็นการผลิตซ้ำความรุนแรงโดยอนุญาตให้ความรุนแรงนั้นใช้ได้เฉพาะรัฐเท่านั้นหรือไม่? การประณามความรุนแรงของพวกคุณเป็นกิจกรรมที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยสักนิดเดียว หรืออาจจะมีประโยชน์ที่เป็นช่องทางทำให้พวกคุณได้พูดคุยกับตัวแทนของรัฐ แล้วทำให้ตัวแทนรัฐได้ออกมาขอโทษที่ใช้ความรุนแรง ข้อนี้เราก็ไม่เห็นว่ามันสำคัญเท่ากับการจับคนผิดมาลงโทษเลยแต่อย่างใด
เรามิอาจจะให้คุณเลือกใช้ความรุนแรงอย่างเรา แต่เราอยากให้คุณศึกษาอย่างรอบคอบในวิธีการของพวกคุณ พร้อมแนวความคิดอันเป็นอุดมคติของพวกคุณ เพราะเราเข้าใจว่าพวกคุณไม่ได้รับความรู้สึกอย่างเรา ผมหวังว่า เราคงได้มีการพูดคุยกันอีกในอนาคตอันใกล้นี้ หากพระเจ้าประสงค์ให้เราเจอกัน
หวังว่าเพื่อนจะเข้าใจ
เพื่อนของคุณ.
ปล. “ศรัทธาของท่าน ความเชื่อของท่าน ก็เป็นของท่าน ความเชื่อของเรา ศรัทธาของเรา ก็เป็นของเรา“***
*งานเขียนชิ้น เป็นงานที่เป็นการสร้างภาพทางด้านความคิดระหว่างแนวคิดที่ไม่ปฏิเสธความรุนแรงอย่างสุดขั้วกับแนวคิดสันติวิธี โดยงานชิ้นนี้ได้รับอิทธิโดยตรงจากงานแปลของ เกษียร เตชะพีระ เรื่อง ‘วิวาทะบิน ลาเดนกับคานธี ทำไมจึงก่อการร้าย’ ซึ่งเรียบเรียงจากงานของ Bhikhu parekh, “Why terror?”, Propect,97(20 April 2004) เผยแพร่ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยทางผู้เขียนได้พยายามนำข้อถกเถียงดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับเรื่องความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขอทำความเข้าใจว่านี่เป็นข้อถกเถียงที่สมมุติขึ้นจากการทำงานปริทัศน์หนังสือเรื่องภาคใต้เพื่อพยายามจะให้เห็นแนวความคิดทั้งสองแนว ผู้เขียนขอขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ที่มีค่าจาก รอมฎอน ปันจอร์, ประทับจิต นีละไพจิตร และชาญชัย ชัยสุขโกศล อย่างไรก็ดี ท่านทั้งสามไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อเขียนทั้งหมดของบทความชิ้นนี้ ข้อผิดพลาดทั้งหมดในงานชิ้นนี้ผู้เขียนขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว** นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
*** ส่วนหนึ่งของบทเพลงที่ชื่อว่า “ลำธาร” โดยศิลปิน มาโนช พุฒตาล ชุด “ในทรรศนะของข้าพเจ้า”
su พูดว่า,
ตุลาคม 25, 2008 ที่ 12:43 pm
ก็ต้องรบกันต่อไป สงครามความขัดแย้งคือวิถีของมนุษย์
กับบางคนไม่ควรที่จะใช้คำพูดให้เสียเวลา
เมื่อใครคนได้คนหนึ่งได้ย่อมมีบางคนที่เสีย
ความพอใจสำหรับบางคนย่อมไม่เท่ากัน
อิสระ พูดว่า,
กันยายน 18, 2009 ที่ 11:13 am
สวัสดีครับท่านๆทั้งหลาย ที่ยอมรับได้ หรือยอมรับไม่ได้กับสิ่งที รัฐ ได้ทำลงไป แต่ว่าหากคิดในแง่ความเป็นจริง เราสามารถตอบโต้ รัฐ ในรูปแบบอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเข่นฆ่า ไม่จำเป็นต้องใช้ ปืน หรือ อาวุธ ต่างๆเราสามารถ สร้างความชอบธรรม ให้เกิดขึนได้ เหมือนกับ ญี่ปุ่น ในยุคนึงที่ไล่ล่า อานานิคม ด้วยอาวุธปืน และความป่าเถื่อน ตอนนี้ ประเทศ ญี่ปุ่น เปลี่ยน การไล่ล่า มาเป็น การล่าอานานิคมทาง เศรษฐกิจ ผมว่านะครับ หากเป็น ประชาชนคนไทยมุสสลิมที่อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัด ตอนไต้ร่วมมือกันทำ ร่วมมือกันขาย ร่วมมือกันผลิต หรือแปรรูป เราสามารถ สร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นของเรา ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย ได้ เค้าเรียกว่าอะไรนะ เป็นครัวของ อิสลาม ทั้งโลก มาเลเซียมีหน้าที่แปรรูป อย่างเราก็เป็นผู้ผลิต วัตถุดิบ ทุกๆอย่างที่ อิสลาม ทานได้ ทุกท่านเห็นว่า เราควรจะทำอะไรดี ทุกคนมีความคิด มีสมอง มีการพัฒนา ใช้ความพอเพียงเท่านั้นเอง สวัสดีครับ ขอให้ประสบความสำเร็จไวไว นะครับ