สวนของปราชญ์ขี้เกียจในพื้นที่สีแดง
สวนของปราชญ์ขี้เกียจในพื้นที่สีแดง
นพพล อาชามาส1
1
เมื่อเราไปถึงบ้านสวนใกล้แม่นำสายบุรีก็เป็นเวลาเย็นแล้ว เจ้าของบ้านออกมายิ้มแย้มต้อนรับ พร้อมผลหมากรากไม้ที่เก็บจากสวนตัวเองเป็นถังๆ
“ชาวบ้านหลายคนมารอตั้งแต่บ่ายๆ กลับไปกันหมดแล้วละ” แบยาที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ปราชญ์ชาวบ้าน’ พูดถึงเหล่าเพื่อนบ้านที่มารอพูดคุยกับเรา แต่ปัญหาบางประการทำให้เรามาล่าช้ากว่ากำหนด เราจึงได้พบเพียงแบยา เจ้าของบ้าน ที่รออยู่เพียงคนเดียว
แบยา หรือ มะดามิง อารียู ชายมุสลิมวัยกลางคน อยู่ในชุดสบายๆ เสื้อตัวบางและโสร่งสีขาว หมวกกอปิเยาะห์ที่สวมใส่ก็เป็นสีขาว ดูตัดกับหนวดเคราสีดำยาว แต่แววตากลับนิ่มนวลดูเป็นมิตร บ้านสวนพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ของแบยาตั้งอยู่ในหมู่บ้านเกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในหลายๆ ที่ ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่สีแดงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
รถสองแถวที่เรานั่งมาจอดอยู่บนลานโล่งหน้าบ้าน บ้านเป็นบ้านใหญ่ และกว้าง โครงเดิมเป็นไม้แต่ซ่อมแซมปรับปรุงด้วยปูนและสังกะสี หน้าบ้านมีต้นเงาะผลแดงสุกปลั่งเต็มต้นตั้งตระหง่านอยู่ มีอาคารหลังเล็กชั้นเดียวอีกหลังติดกับสวน ทำหน้าที่เป็นวิทยาลัยชุมชน สอนความรู้ทั้งด้านการเกษตรและด้านศาสนา สวนด้านหลังปกคลุมด้วยไม้ใหญ่หนาทึบและเขียวสด ดูเหมือนป่ามากกว่าจะเป็นสวน อุดมไปด้วยผลไม้หลากชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด ลองกอง สะตอ และสมุนไพรอีกนานา
เรานั่งพักพูดคุย ทำความรู้จักกันบนแคร่ไม้หน้าผืนป่า ข้างๆ แคร่เป็นเปลนอนใต้ร่มไม้ ชาและกาแฟถูกนำมาต้อนรับผู้มาเยือน เงาะ มังคุด วางอยู่ข้างหน้าเต็มถัง
“เรื่องปราชญ์ชาวบ้านนี่ ผมไม่ได้อะไรหรอก เขาเรียกกันเอง เราก็แค่เกษตรกรบ๊องๆ หน่อย คิดอะไรสวนกระแสอยู่บ้าง คนเราถ้าตามกระแส ก็เหมือนกับปลาตาย ถ้าทวนก็เหมือนกับปลาเป็น” แบยาพูดถึงคำว่าปราชญ์ชาวบ้านที่เขาถูกเรียกขาน
เจ้าของบ้านในวัย 48 ปี บอกต่อว่าตอนนี้เขายังก็เรียนอยู่ เรียนปี 2 ที่วิทยาลัยอิสลามยะลา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นนักเรียนที่แก่ที่สุดในห้อง แบยาบอกว่าเขาเรียนรู้อยู่ตลอดชีวิต เรียน ‘ของจริง’ ไม่ใช่เพียงทฤษฎี…
2
“เขาบอกจะมาสร้างเขื่อน เราก็ตั้งคำถามในใจว่าทำไมต้องสร้าง ทำไมต้องกั้นแม่น้ำ แม่น้ำมันไหลไปไหลมาของมัน เราคิดว่าถ้าสร้างมันจะกระทบ พี่น้องที่อยู่ใกล้กันก็จะแตกกันไป เลยตั้งวงคุยกับชาวบ้าน รวมกันคัดค้านโครงการนี้ ก็เลยถูกว่าเป็นพวกหัวหมอ” แบยาเล่าย้อนถึงการรวมกลุ่มชาวบ้าน ลุกขึ้นคัดค้านการสร้างเขื่อนสายบุรี ของกรมชลประทานเมื่อปี 2535
เขากับชาวบ้านร่วมกันประท้วงที่หน้าศาลากลางยะลา จนโครงการต้องชะลอไป แต่ไม่นานโครงการในนามของ‘การพัฒนา’ก็จะเดินหน้าต่อ คราวนี้แบยาและชาวบ้านต้องเดินทางไปคัดค้านเขื่อนถึงกรุงเทพฯ ร่วมกับสมัชชาคนจน ในการชุมนุม 99 วันบนท้องถนน เมื่อปี 2538
แบยาเล่าว่าเขาได้ตระเวนไปคุยกับนักศึกษาในหลายๆ มหาวิทยาลัย ได้ชี้แจงปัญหากับชาวบ้าน ลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐในพื้นที่อื่นๆ และด้วยการช่วยเหลือด้านข้อมูลของอาจารย์และ NGO บางส่วน ในที่สุดมติคณะรัฐมนตรียุคนั้นก็ให้มีการยกเลิกการสร้างเขื่อนสายบุรี ซึ่งถือเป็นเขื่อนเดียวในประเทศที่มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ เขื่อนอื่นๆ ที่หยุดสร้างเพียงแต่เขียนว่าชะลอหรือยับยั้งไว้ชั่วคราวเท่านั้น
“เขาบอกว่าถ้าไม่ทำ (เขื่อน) วันนั้น อีก 10 ปีน้ำก็จะแล้ง ณ วันนี้นี่ 15 ปีผ่านมาแล้ว น้ำยังท่วมถึงตัวบ้านอยู่เลย” ว่าแล้วแบยาก็ชี้ให้ดูเสาบ้านซึ่งต้องยกกันน้ำสูงกว่า 2 เมตร “แต่ถ้ามีโอกาสทำวันนั้น ชะตากรรมพี่น้องก็จะเจอไม่ต่างจากพี่น้องที่เขื่อนภูมิพล เขื่อนปากมูน หรือเขื่อนอื่นๆ วิถีชีวิตเขา ยังไม่กลับคืนมาอีกเลย”
“ชีวิตชุมชนมันอยู่ด้วยความเรียบง่าย แต่เจตนาดีของราชการ รู้สึกว่าคนอยู่แบบเรียบง่าย มันไม่เข้าท่า มันต้องเจริญ” ปราชญ์แดนใต้สรุปถึงวิถีทางการพัฒนาที่รัฐส่วนกลางยัดเยียดลงมาให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย
3
ระหว่างรออาหารเย็น ฟ้ามืดลงแล้วและฝนเริ่มโปรยลงมา แบยากับเราเหล่าผู้มาเยือน นั่งล้อมวงพูดคุยเกี่ยวกับวิถีการเกษตรของปราชญ์ผู้นี้
“ตอนแรกก็คล้อยไปตามเขาเหมือนกัน พักหลังเราก็เรียนรู้ของเราไป ตอนนี้ก็ทำการเกษตรกับป่า กลับมาฟื้นชีวิตแบบคนเมื่อก่อน รูปแบบการเกษตรแบบดุซง
“ดุซงเป็นพื้นที่เกษตรที่มีความหลากหลาย ปลูกอะไรที่อยากจะกิน อยากจะใช้ อยากกินลองกองก็ปลูกเอาไว้ อยากใช้ยาสมุนไพร ก็ปลูกเอาไว้ การจัดการก็ไม่ได้ทำลาย ไม่ใช่ยา ถางหญ้าไม้เล็กๆ บ้างเล็กน้อย ผลผลิตมีทุกฤดูกาล กินใช้กันก่อน เหลืออะไรก็ค่อยขาย”
วิถีเกษตรชนิดนี้เป็นวิถีดั้งเดิมของชาวสวนมุสลิม คล้ายคลึงกับวนเกษตร ทำแบบไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเป็นหลัก แต่คิดว่าทำอย่างไรให้มีกินและแบ่งปันให้คนอื่นได้ ในอดีตบริเวณลุ่มน้ำสายบุรีนี้มีสวนดุซงแทบทุกชุมชน แต่ปัจจุบันหาได้ยากแล้ว
“อาจไม่รวยแต่สามารถสร้างความอบอุ่น เชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ในชุมชนได้” แบยายกตัวอย่างการเชื่อมโยงว่า ผลผลิตแรกที่ได้จากดุซง จะมีการเรียกเพื่อนบ้านมาร่วมกันกินและทำบุญ เป็นการสร้างความร่วมไม้ร่วมมือในชุมชนวิธีหนึ่ง
“เกษตรเชิงเดี่ยว เขาคิดเรื่องเงินอย่างเดียว ไม่ได้คิดเรื่องชุมชน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สวนมังคุดก็มีแต่มังคุดอย่างเดียวทั้งสวน คิดแต่จะขาย
“10 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้ใช้ปุ๋ยแม้แต่เม็ดเดียว แต่พวกสวนเชิงเดี่ยวปลูกทุเรียนที ต้องเอาปุ๋ยมาจากนอร์เวย์ ใส่เรือใบไวกิ้งมา ทั้งที่นอร์เวย์นี่ปลูกไม่ได้เลยสักต้น” แบยาอธิบาย
“ถ้าคนไม่มีที่ดินละครับ เขาจะทำเกษตรแบบนี้ได้ไหม” ใครคนหนึ่งในวงถามขึ้น
“แล้วเขามีสมองไหมละ” เจ้าของบ้านถามสวนกลับไป
วงสนทนาจึงเดินทางสู่เรื่องปัญหาที่ดิน ซึ่งแบยาก็ยอมรับว่าเรื่องที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ เป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องต่อสู้ เขาเห็นว่าเกษตรกรไทยทุกคนมีสิทธิ์ที่จะต้องมีที่ในประเทศไทย
ฝนยังไม่หยุด แต่กลิ่นสะตอปิ้งในเตาไฟลอยอบอวลมาขณะการพูดคุยดำเนินไป ทำให้ท้องเริ่มร้อง แม้กองเปลือกเงาะที่วางอยู่ตรงหน้าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม
“สวนแบบนี้มันเป็นสวนของคนขี้เกียจ” แบยาทิ้งท้าย ก่อนชวนกันหยุดความหิว ด้วยการลุกไปกินข้าว
4
เช้าตรู่วันใหม่ เจ้าของบ้านตื่นแต่เช้า ออกไปเดินเล่นอยู่กลางลานหน้าบ้าน ไก่บ้านเดินวิ่งไปมา ต้นไม้ในสวนป่าเขียวสด อากาศชุ่มชื้นหลังฝนตกเมื่อเย็นวาน
“ไม่รู้มียิงกันหรือเปล่าเมื่อคืน ตรงนี้ก็อยู่‘เขตอันตราย พื้นที่สีแดง’ บางวันทหารก็มาเดินลาดตระเวนแถวนี้ ยิงกันก็ใกล้ๆ นี่แหละ” แบยาเล่าสถานการณ์รอบๆ บ้านให้ฟัง
“ผมไม่ได้สนใจตัวเหตุการณ์มากนัก ผมมองเรื่องปากท้อง วิถีชีวิตคน ชุมชน วัฒนธรรม”
กับเรื่องความรุนแรง แบยายืนยันว่าศาสนาไม่เคยส่งเสริมให้ใช้ แค่จะตัดใบไม้สักใบ คนมุสลิมยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ ถ้าตัดโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรก็ถือว่าเป็นบาปได้
“อัลกุรอ่าน คือธรรมนูญของอิสลาม คนจะดี คือคนที่เข้าใจและเรียนรู้อัลกุรอ่าน มันสอนเราว่าชีวิตคือความชั่วคราว เพื่อหาทางเลือกระหว่างสวรรค์-นรกเท่านั้นเอง มาเล่นละครกันแป๊บเดียว หลักอิสลามไม่ให้จริงจังมากกับโลกนี้ กลับกันเรากลับไม่จริงจังกับการเตรียมตัวที่จะอยู่นาน แต่จริงจังกับสิ่งชั่วคราวไม่กี่สิ่ง” แบยาพูดถึงหลักศาสนา
“เหตุการณ์ที่เกิดก็กระทบความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เกิดความหวาดระแวง แม้จะดำเนินชีวิตตามปกติ ไปกรีดยางทำสวน แต่มีความรู้สึกระแวง รู้สึกกลัว หลังๆ เริ่มดีขึ้น ใจชาวบ้านเข้มแข็งขึ้น อีกแง่ก็ดี ทำให้เด็กวัยรุ่นกลับเข้าบ้านเร็วขึ้น” แบยาพูดแล้วหัวเราะ
บางทีเสียงหัวเราะนี้ มันอาจบอกเราว่าในท่ามกลางความเลวร้าย การพยายามมองหาข้อดีและมีเสียงหัวเราะกับมันบ้าง ก็ทำให้เราพออยู่ร่วมกับความโหดร้ายนั้นได้
“เพื่อให้อยู่ได้สบาย ยั่งยืน ก็ต้องพยายามมองแง่ดี ตาเรามี 2 ข้าง ตาขวามองในสิ่งดีของเพื่อนของคนรอบข้าง ตาซ้ายมองในสิ่งไม่ดีของตัวเรา เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ใจมันอ่อนแอนะ ถ้ามองแต่สิ่งไม่ดี” แบยายิ้ม
บนพื้นที่สีแดงนี้ ไม่ว่าสถานการณ์ความรุนแรงรอบข้างจะดำเนินไปอย่างไร ชีวิตปราชญ์ผู้นี้ยังดำเนินไปตามปกติ ยังคงตื่นเช้า เข้าสวน ไปเรียน อยู่กับชุมชน ต่อสู้เพื่อวิถีชีวิต เพื่อวัฒนธรรม และยังคงมองโลกในแง่ดี
5
ทุเรียนหลายลูกถูกหิ้วออกมาง่ายๆ จากผืนป่า ไม่ต้องปีนขึ้นไป ไม่ต้องสอยลงมา แต่เดินมองหาตามผืนดิน ราวมันตกลงมาจากฟ้า กลางคืนถ้านอนฟังดีๆ อาจได้ยินเสียงทุเรียนลูกใหญ่ตกจากต้น เมื่อเก็บออกมา ก็เปิดกินกันทันที โดยเจ้าของบ้านรับหน้าที่ผ่าให้ กินทุเรียนเสร็จ ตามด้วยข้าวยำ และแตออ (ชาร้อนไม่ใส่นม) เป็นอาหารมื้อเช้าที่ดูกลับกันอย่างไรชอบกล
เช้านี้แบยาต้องเข้าไปเรียนที่วิทยาลัย แม้จะมีเมียหนึ่ง และลูกเจ็ดแล้ว แต่ยังคงต้องเปิดทวนดูรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจอิสลามที่เขาทำ เตรียมนำไปส่งอาจารย์เหมือนนักศึกษาวัยรุ่น หลังอาหารแบยาที่สวมเสื้อเชิ้ตเรียบร้อย จึงออกจากบ้านไป เหล่าผู้มาเยือนก็เก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทางต่อ
กวาดสายตามองไปรอบสวนป่าอันเขียวชอุ่มอีกครั้ง—สวนของคนขี้เกียจ–หวนนึกถึงจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์แห่งชนเผ่าปกาเกอญอ ก็เคยพูดเช่นนี้ถึงการจัดการสวนของเขา และคงไม่แตกต่างกันมากจากวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และอาจรวมถึงเหล่าปราชญ์ชาวบ้านอีกหลายๆ คน
บางทีเหล่าปราชญ์ชาวบ้านอาจต่างเป็น‘คนขี้เกียจ’ก็เป็นได้…
นพพล อาชามาส นักศึกษา ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์