วิกฤติความสัมพันธ์ไทยพุทธกับมุสลิม

วิกฤติความสัมพันธ์ระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิม      

                                                                                                                     มะนอนิง สาและ* 

         จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีสัญญาณในทางที่ดีขึ้น เพื่อประกันให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจและวางใจในความปลอดภัย 
ต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากจะหวาดกลัวต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตรวมทั้งความสัมพันธ์ของผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุขอีกด้วย ข้าพเจ้าเคยหลับตาแล้วย้อนอดีตเราอยู่กันอย่างไร แล้วลืมตาดูปัจจุบันมันเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความสัมพันธ์ความมีน้ำใจในอดีตที่คนส่วนใหญ่กำลังถามหา มันหายไปไหน
 

      ความสัมพันธ์งดงามในอดีต

      ในอดีตชาวไทยพุทธ มุสลิม จีน เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุข มีกิจกรรมภายในหมู่บ้านก็จะช่วยเหลือกันเสมอมา เช่นประเพณีบูชาชายหาดที่ไทยพุทธ มุสลิมในชุมชนชายทะเลมักจะปฏิบัติกันเป็นประจำทุกปี เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่าสิ่งเลวร้ายต่างๆ จะมากับกระแสลมและกระแสน้ำ ฉะนั้นชาวบ้านจะทำกิจกรรมประเพณีบูชาชายหาด ยกตัวอย่างที่บ้านดาโต๊ะ ชาวบ้านทั้งพุทธมุสลิมจาก รอบอ่าวปัตตานีเช่นบ้านกะดี ,ปานาเระ ,บางปู บานา โต๊ะโสม เป็นต้น จะทำเรือตอเลาะบาลอ  
(ตอเลาะแปลว่าผลัก บาลอแปลว่าภัยพิบัติต่างๆ ความหมายรวมหมายถึงผลักดันสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป) สำหรับชาวมุสลิมจะมีการละหมาดฮายัดสวดดุอาห์ (สวดขอพร) ให้พ้นจากภัยพิบัติ ส่วนไทยพุทธก็จะมีพระสวดมนต์ ชาวบ้านบางคนพูดติดตลกว่าสมัยก่อนตามภูเขาและชายหาดจะทำพิธีไล่สิ่งชั่วร้ายต่างๆ แต่ปัจจุบันผู้คนนำเอาสิ่งเลวร้ายเข้ามาเช่นเอาผู้หญิงมาทำมิดีมิร้าย (ข่มขืนหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงาน) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดหลักการของศาสนา จึงเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการตอบแทนของพระเจ้า (บุญคุณที่พระเจ้าให้มานั้นเสมือนดังเม็ดฝนที่โปรยลงมาบนพื้นดินที่กินบริเวณกว้าง) ประเพณีเหล่านี้เคยเกิดขึ้น และมันกำลังจะหายไปอย่างช้าๆ

      สมัยเด็กๆ ข้าพเจ้าเคยเห็นคนจีน มาเช่าที่ดินของคนมุสลิมที่บ้านละแอ อำเภอยะหา เพื่อทำการเกษตร และข้าพเจ้าก็เคยปั่นจักรยานมาดูหนังที่วัดหน้าถ้ำในงานบวช ในขณะเดียวกันเวลาคนมุสลิมมีงานบุญของมัสยิดคนไทยพุทธช่วยบอกเพื่อนๆ ที่เป็นไทยพุทธด้วยกันไปงานของมัสยิด บางคนก็จะบริจาคสิ่งของต่างๆ เช่นปลา ข้าวสารเป็นต้นอย่างกรณีที่บ้านท่าด่าน ตำบลตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีที่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับไทยพุทธคนหนึ่ง เขาเล่าว่าในหมู่บ้านของเขาจะอยู่รวมกันทั้งไทยพุทธและมุสลิม ไม่เคยมีปัญหาเวลามุสลิมจะจัด กิจกรรมงานบุญของมัสยิดทั้งครอบครัวของเขาจะไปช่วย เชิญพรรคพวกมาร่วมงาน และบริจาคเงินเพื่อสร้างมัสยิด ที่ข้าพเจ้าเคยเห็นในงานบุญมัสยิดจะมีผู้ร่วมงานทั้งโต๊ะครู โต๊ะอีหม่าม พระและเจ้าอาวาสมาร่วมงานกัน ที่บ้านปียา อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ก็เช่นกันเวลามุสลิมเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะไปขอข้าวก้นบาตรของพระมารักษา (วัดปิยาราม) มุสลิมเองก็เช่นเดียวกัน เวลาเจ้าอาวาสจะทำความสะอาดวัดก็จะมาช่วย เช่น ถางป่า เป็นต้น (ที่ไม่กระทบกับข้อบัญญัติของศาสนา) กิจกรรมเหล่านี้มีทุกพื้นที่ ที่ไทยพุทธ มุสลิม อยู่ร่วมกัน

      ส่วนที่บ้านบางตาวา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มุสลิมล้วนๆ จะดูแลวัด จะมีชุด ช . ร. บ. (ชุดรักษาและป้องกันหมู่บ้าน) และชาวบ้านรับผิดชอบ ถ้าเราไปถามว่าวัดใครชาวบ้านที่เป็นมุสลิมจะตอบว่าวัดเรา (วัดกีตอ) มีชาวบ้านคนหนึ่งกำลังจูงวัวแล้วเพื่อนถามว่าจะไปไหน คนที่จูงวัวตอบว่าจะไปผูกวัวใกล้กับ “วัดกีตอ” ในปัจจุบันที่บ้านบางตาวาความสัมพันธ์ระหว่างกันยังคงเหมือนเดิม ข้าพเจ้าเคยถามอดีตผู้ใหญ่บ้านบางตาวานายเจ๊ะปอ สาแม (ปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะลิเกฮูลูแหลมทราย)  
ว่าทำไมมุสลิมมีความรู้สึกว่าวัดเป็นของเรา เขาตอบว่าเพราะเราอยู่กันมานาน เหมือนเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม เวลาพระไม่ออกมาบิณฑบาตชาวบ้านรู้สึกว่ามันขาดเสน่ห์  

        บางคนถามว่าพระไปไหนหรือว่าไม่สบาย นายเจ๊ะปอ สาแม เล่าอีกว่าในหมู่บ้านบางตาวามีไทยพุทธไม่กี่ครัวเรือน มีคนจีน 3 ครอบครัว นายเจ๊ะปอเคยไปถามคนจีนว่ารู้สึกกลัวไหมที่อยู่ในหมู่บ้านที่เต็มไปมุสลิม ได้รับคำตอบว่าไม่กลัวเขาคิดว่าเป็นญาติกัน แต่สิ่งที่กลัวก็คือมือที่สามจะมาก่อความวุ่นวายให้เกิดความหวาดระแวงภายในหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้จะมีการประชุมทุกๆ เดือนแล้วลงมติว่าถ้าเกินเวลา 4 ทุ่มบุคคลภายนอกห้ามเข้าในหมู่บ้านไม่เว้นแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าจะเข้าในหมู่บ้านต้องมารายงานให้คนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องรับทราบ เช่น ช .ร. บ. อ. บ. ต. ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น 

      ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป

      ที่ข้าพเจ้าพยายามเล่าเหตุการณ์ที่บางตาวาและพื้นที่อื่นๆ เพื่อที่พวกเราทุกคนตระหนักว่าจะต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองรวมกัน หลังจากที่ความรุนแรงยังมีต่อเนื่อง บรรยากาศที่ประทับใจที่เคยมีมาในอดีตกลับกลายเป็นความหวาดระแวง สับสน ทำให้ข้าพเจ้าเองรู้สึกกลัวต่อเหตุการณ์อย่างบอกไม่ถูกเวลาข้าพเจ้าจะกลับไปเยี่ยมแม่ที่จังหวัดยะลา ปกติข้าพเจ้าจะไปทางลัด คือต้องผ่านหมู่บ้านไทยพุทธ (บ้านยุโป) หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้หญิงถูกฆ่าแล้วเผาทำให้ข้าพเจ้าไม่กล้าไปแถวนั้นรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย และเพื่อนๆ ที่เป็นมุสลิมและพุทธไม่ให้ข้าพเจ้าผ่านเส้นทางนั้นเวลากลับบ้านที่ยะลา แม้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เราอย่าไปมองข้ามยิ่ง ปล่อยไปนานวันมันจะกระทบไปสู่ในพื้นที่อื่นๆ อย่างกรณีของข้าพเจ้าถ้าคิดแบบผิวเผิน ทำไมข้าพเจ้าต้องกลัวคนที่ยุโปด้วยทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าเป็นคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกัน

      ถึงแม้ว่าปัญหาระหว่างไทยพุทธและมุสลิมนั้นจะเกิดขึ้นในบางพื้นที่ก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าทุกคนมีญาติ มีเพื่อนแถมมีปากที่จะบอกเล่าสู่กันฟัง ข่าวที่เล่าปากต่อปากบางครั้งยังเร็วกว่าเครื่องบินและยังทำให้คนธรรมดาเป็นเทวดาก็ได้ นี่แหละที่ข้าพเจ้าเป็นห่วงและเป็นสิ่งที่น่ากลัว ข้าพเจ้าคิดว่าสักวันหนึ่งเป้าหมายของกลุ่มคนวางไว้จะถึงเส้นชัย ถ้าหากพวกเราไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วม และหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน

      เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาข้าพเจ้าไปงานศพญาติเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโดนยิงเสียชีวิตที่บ้านคลองหงส์ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับแม่ผู้ตายว่าจริงๆ แล้วไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ฆ่าลูกของเขา ทำไมคนไทยพุทธที่เคยดีกัน เคยไปมาหาสู่กันไม่มางานศพลูกของเขาแต่เขาไม่คิดว่าไทยพุทธเป็นผู้ฆ่า ที่เขาไม่มางานศพอาจจะกลัวก็ได้ นี่แหละคือความหวาดระแวง ที่เราต้องทำความเข้าใจให้มาก ต้องไม่ลืมว่ามือที่สามเป็นคอยสังเกตเราอยู่ทุกเรื่อง ถ้าเขาสังเกตกรณีนี้เป็นอย่างอื่น 
ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรื่องส่วนตัวอาจจะกลายเป็นปัญหาระหว่างคนพุทธกับ มุสลิม หรือเป็นประเด็นเรื่องศาสนาเพื่ออำพรางคดี จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่มุสลิมที่บ้านธารโต บ้านตะเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสือตา จังหวัดยะลา และไทยพุทธที่บ้านบากง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ติดประกาศ 
หน้าบ้านว่า “ขายบ้านพร้อมที่ดิน” หรือในกรณีที่ อำเภอยะหาที่มีการยิงชาวบ้านในมัสยิด ยิงชาวบ้านในร้านน้ำชาที่บันนังสาเรง จังหวัดยะลา และในพื้นที่อื่นๆ สร้างความแปลกใจกับชาวบ้านว่าใครกันแน่ที่กระทำอย่างเลือดเย็นแบบนี้ถ้าถามชาวบ้านที่เป็นมุสลิมว่าใครคือโจร แน่นอนเขาตอบว่าไม่ใช่ การกระทำของมุสลิมที่มีอีหม่าน (ศรัทธาต่อพระเจ้า) ถ้ามันทำจริงๆ ถามว่าจะได้อะไร นอกเสียจากได้คำสาปแช่งมากกว่ายกย่องว่าเป็นฮีโร่ในดวงใจ ในขณะเดียวกันที่มีเหตุการณ์ยิงพระสงฆ์หรือยิงวัด  คนไทยพุทธก็ไม่เชื่อว่าไทยพุทธด้วยกันเป็นผู้กระทำ ทั้งที่ในความเป็นจริงเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโจรตัวจริงคือใคร

      ในความคิดของข้าพเจ้าใครที่ทำให้ประเทศวุ่นวายและทำให้คนเสียชีวิตนั้นแหละคือโจร  
(ดีอย่างเทวดาในเมื่อฆ่าคนก็คือโจร) นี่คือสงครามจิตวิทยา ที่ต่างฝ่ายพยายามโยนความผิดเพื่อให้สังคมมองคนในสามจังหวัดชายแดนอย่างผิดๆ แล้วมาแก้ปัญหาอย่างผิดๆ คงไม่มีใครจะแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ตราบใดความจริงไม่ปรากฏให้ชาวบ้านรู้จักแยกแยะว่าใครคือคนดี ใครคือโจร บางครั้งการเสนอข่าวทำให้ชาวบ้านไม่พอใจเพราะข้อมูลที่ชาวบ้านทราบจากคนในพื้นที่ ไม่ตรงกับข้อมูลที่สื่อต่างๆ เสนอ เหมือนกับว่ายัดเยียดความแค้นให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น หรือว่าจะพยายามลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยพุทธกับมุสลิมเกิดช่องว่าง ข้าพเจ้าเคยไปพูดคุยกับครูไทยพุทธ 2-3 คนที่วัดหน้าถ้ำ เขาบอกว่าเขาเคยสอนหนังสือในปอเนาะที่เต็มไปด้วยนักเรียนมุสลิม เขาภูมิใจมากที่ได้สอนหนังสือให้กับมุสลิม เวลาออกไปสอนหนังสือชาวบ้านในละแวกปอเนาะจะรู้จักเขา บางคนถามว่าครูจะไปไหน ขึ้นบนบ้านดื่มน้ำชาก่อนไหม และอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจแก่เขา แต่ในเวลานี้นักเรียนที่เคยสอน ชาวบ้านที่เคยรู้จักกลับห่างเหินเหมือนกับคนที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ข้าพเจ้าถามว่าทำไมครูไม่ไปหาลูกศิษย์คนนั้น เขาบอกว่าจริงๆ แล้วเขากับลูกศิษย์และชาวบ้านที่เคยรู้จักไม่ได้มีปัญหากัน แต่กลัวและหวาดระแวงเกรงว่าสังคมจะมองว่าเป็นพุทธทรยศ ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปคุยกับลูกศิษย์ที่ครูเอ่ยถึง ถามเขาว่าทำไมไม่ไปเยี่ยมครูบ้าง ครูอยากพบอยากคุยด้วย เขาก็ให้คำตอบในลักษณะเดียวกัน
 

      “กรณีอย่างนี้ยังมีอีกมากในสามชายแดนใต้ ที่ข้าพเจ้าเขียนมาเพื่อตัวอย่างคอยเตือนใจให้พวกเราทุกคนช่วยกันประสานช่องว่างให้กลับมาแนบแน่นเหมือนเดิม ไม่ได้มีเจตนาจะใส่ร้ายใคร ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธ มุสลิม หรือจีน ต่างก็ได้รับผลกระทบในจากความไม่สงบและความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติด ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเรียนหนังสือของเด็กๆ เป็นต้น” 

      เสียงของคนใน : ปัญหาและทางออก

      ปัญหาเศรษฐกิจ ในอดีตการค้าขายนั้นอาศัยคนไทยพุทธ และคนจีนเป็นพ่อค้าคนกลางเพื่อซื้อสินค้าของชาวบ้าน เช่นยางพารา ลองกอง ทุเรียน และของที่เก็บมาจากป่า แต่เวลานี้พ่อค้าคนกลางก็ไม่กล้าเข้ามาซื้อของ ชาวบ้านจะเข้าไปหาของในป่าก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย บางคนได้สะท้อนความรู้สึกว่าถึงราคายางจะแพง และมีสวนยางพาราเป็นสิบๆ ไร่ก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะกรีดยางไม่ต่อเนื่อง บางวันเมื่อมีเหตุการณ์ไม่กล้าออกไปกรีดยาง ปีนี้ก็เช่นกันลองกอง ทุเรียนและพืชอื่นๆ ออกผลมากเป็นพิเศษ แต่ไม่รู้ว่าจะขายให้กับใคร เพราะพ่อค้าจากต่างจังหวัด หรือจากกรุงเทพฯ ไม่กล้าลงมารับซื้อ ถ้ามีก็เฉพาะพ่อค้าในพื้นที่มาซื้อแล้วขายให้กับคนในพื้นที่ ข้าพเจ้าคิดว่าราคาผลไม้คงจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาคือไม่เกิน10บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนคิดแล้วปล่อยให้ผลร่วงตามธรรมชาติเพื่อเป็นปุ๋ยยังดีกว่า

      ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ในภาคใต้นั้นยังส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยทะเลเป็นที่พึ่งมีปัญหาในเรื่องราคาสัตว์น้ำตกต่ำ ราคากุ้งที่สูงประมาณกิโลกรัมละ 120 บาทเหลือ 60 บาท ปูดำ  
(ปูทะเล) 200บาท เหลือ 170 บาท ปกติสัตว์น้ำเหล่านี้จะส่งตามโรงแรมและภัตตาคารต่างๆ ในพื้นที่ และยังส่งผลให้นายทุน กระทำผิด พ .ร. บ. ทะเลอย่างเปิดเผยต่อไป เพราะชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่กล้าออกไปปราบปราม ด้วยกลัวสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น

      สำหรับปัญหายาเสพติด ยาเสพติดกลับมาระบาดอีกครั้ง และหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว และแปลกไปกว่าเดิม มีสูตร 4 คูณ 100 * ที่กำลังระบาด และฮิตมากๆ ในหมู่วัยรุ่นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐและ

ผู้นำท้องถิ่น ไม่สามารถ ทำอะไรได้ แม้แต่จะตักเตือน มีการสูบและเสพอย่างเปิดเผยโดยไม่มีความเกรงใจต่อสังคมเลย นึกภาพแล้วให้เป็นห่วงอนาคตของเด็กๆ และเยาวชน ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเป็นทาสอันเลวร้ายของมัน หรือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายปกครองในท้องถิ่น รวมทั้งพวกเราทำอะไรไม่ได้จริงๆ เพราะต่างก็กลัวตายกันทุกคน แล้วอย่างนี้ ในวันข้างหน้า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นอย่างไร

      ปัญหาการเรียนของเด็กๆ ในสามจังหวัดภาคใต้ นับวันยิ่งไม่มีคุณภาพ จากเดิมก็ไม่สามารถเรียนสู้เด็กๆ ในตัวเมืองใหญ่ๆ ได้อยู่แล้ว ยิ่งมีเหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิม ชาวบ้านที่มีเงินพอกินพอใช้ ก็จะส่งลูกหลานไปเรียนนอกพื้นที่ที่โรงเรียนเอกชนที่มีหลักสูตรประถมศึกษาและอิสลามศึกษารวมกัน เพราะเชื่อมั่นในความปลอดภัย และคุณภาพมากกว่า

      จากปัญหาที่ข้าพเจ้าเขียนมาข้างต้นเพียงสั้นๆ เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าแนวทางที่จะแก้ปัญหาอย่างไร ข้าพเจ้าเองในฐานะคนในพื้นที่ยังมองไม่เห็นลู่ทางที่จะไปสู่ความสงบและสันติภาพ แต่ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่าถ้าหากทุกคนมีใจอาสาบริสุทธ์จริงใจปราศจากอคติใดๆ ต่อพี่น้องในภาคใต้ (ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ) ข้าพเจ้ายอมรับนโยบายของภาครัฐนั้นถ้าปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายจริงๆ ปัญหาคงจะไม่บานปลายขนาดนี้ แต่คนปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติต่อหน้าต่อตาผู้บังคับบัญชาก็คงมีบ้างที่ออกนอกลู่นอกทาง (คิดเสียว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ)

      รัฐต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันนั้นเป็นเรื่องอะไร เพื่อให้ชาวบ้านแยกแยะได้ถูกและจับทางได้ ไม่ใช่ว่ายิงชาวบ้าน ยิงพระ ยิงโต๊ะครู ยิงเจ้าหน้าที่ ระเบิดร้านน้ำชาถล่มมัสยิดเป็นเรื่องสร้างสถานการณ์ ต้องบอกไห้ได้ว่าใครสร้างสถานการณ์ ชาวบ้านบางคนสะท้อนความรู้สึกอย่างหมดความหวังว่ารัฐเลือกที่จะปฏิบัติ หากเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไม่นานเกินรอจับโจรได้ แต่เวลาโต๊ะครูเสียชีวิตไม่มีวี่แววจะจับโจรได้ มันแตกต่างกันที่ตรงไหนโต๊ะครูก็เป็นคนไทยที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเช่นกัน ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าหน้าที่และยังเป็นมนุษย์ที่มีลมหายใจเหมือนๆ กัน ถ้าปล่อยให้ชาวบ้านมีความคิดแบบนี้เพียงสิบคนจากแต่ละหมู่บ้านอะไรจะเกิดขึ้น ฉะนั้นต้องอธิบายความจริงให้ได้โดยทำสมุดขาวผ่านมัสยิดหรือองค์กรท้องถิ่น

      ประการต่อมารัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนกระจายอำนาจสู่ระดับรากหญ้าจริงๆ เพื่อผลักดันให้เกิดชุมชนที่เข้มแข็งเพราะพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์บ่อยๆ นั้นรัฐเข้าไม่ถึง งบประมาณส่วนใหญ่จะลงที่ อ.บ.ต. ที่จะสร้างแต่ถนน คูระบายน้ำไม่เล็งเห็นความสำคัญปากท้องของชาวบ้าน และไปลงที่ฝ่ายปกครองที่รู้จักแต่พรรคพวกตัวเอง ทำให้ในหมู่บ้านไม่มีเอกภาพ อ.บ.ต.ไปอีกทาง ฝ่ายปกครองไปอีกทาง ทำให้ชาวบ้านไม่รู้จะไปทางไหน ต่างฝ่ายต่างมีข้อสรุปที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมและหาแนวทางแก้ปัญหาโดยผ่านเวทีชาวบ้านเพื่อให้มีประโยชน์กับคนส่วนใหญ่

      นักวิชาการที่จะมาเก็บข้อมูลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องพยายามทำสมองให้ว่างเปล่า เขียนบทความตามที่ได้ข้อมูลจากชาวบ้านจริงๆ ไม่ใช่เขียนบทความ ตามที่เตรียมมาในหัวสมองที่ถูกกำหนดขึ้นมาเองหรืออยู่ในกรอบของทฤษฎีตามที่ได้เรียนมา เพราะบางพื้นที่ไม่สามารถเอาความรู้พิสูจน์ความจริงก็มี เอารองเท้าให้ชาวบ้านใส่ทั้งๆ รองเท้านั้นมันผิดเบอร์ แล้วให้ชาวบ้านตัดขาตัวเองเพื่อใส่รองเท้าคู่นั้นมันเป็นไปไม่ได้ หลายๆ ครั้งที่นักวิชาการจากส่วนกลางหรือนักศึกษามาเก็บข้อมูลในพื้นที่ต้องการทราบปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไข เมื่อได้ข้อมูลก็หายไป ปัญหาของชาวบ้านก็ไม่รับ 
การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทางที่ดีต้องมีกิจกรรมตามหลังจึงจะเรียกว่างานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่น่ายกย่อง ชาวบ้านรู้สึกเบื่อกับการให้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะความจริงไม่ปรากฏให้เป็นรูปธรรมดังที่ชาวบ้านตั้งความหวัง แล้วเมื่อไรแสงสว่างที่จะนำชาวบ้านให้เดินถูกทางเพื่อเป็นหลักประกันว่าความยุติธรรมยังพอมีในประเทศไทยหรือว่าเอาข้อมูลจากชาวบ้านนั้นเป็นเพียงข้ออ้างว่าชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินและกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง แต่จริง ๆแล้วหลักการที่ปฏิบัติไม่รู้ว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่

      เรายอมรับว่านักวิชาการไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้ทุกอย่างเพียงเก็บข้อมูลและหาแนวทางให้กับผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น เหมือนกับช่วยหาพื้นที่ การเกษตรที่เหมาะสมแล้วให้ปลูกเมล็ดพันธุ์ เพื่อความอุดมสมบูรณ์แต่ไม่รู้ใครมาปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน บางคนที่เป็นนักวิชาการที่เข้าข้างชาวบ้านอย่างออกหน้าออกตามักจะถูกจับตามองและไม่เจริญ 

      “ข้าพเจ้าอยากให้สังคมไทยมองมุสลิมหลายๆ มุมและหลายๆ ด้านไม่ใช่มองแต่ด้านลบคนไม่ดีมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอในสังคมมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเอารัดเอาเปรียบเพื่อสนองตามอารมณ์ของตัวเอง หาไม่แล้วคงไม่มีนรกและสวรรค์สำหรับมนุษย์อย่างเราๆ ข้าพเจ้าคิดว่ามลายูกับ มุสลิม มันต่างกันในความหมาย คนมลายูอาจไม่ได้เป็นมุสลิมในความหมายของพระเจ้าก็ได้ถ้าหากคนนั้นไม่ปฏิบัติตามที่พระเจ้าได้บัญญัติในอัลกุรอานและวจนะของท่านศาสดา เช่น ละหมาด ถือศีลอดเป็นต้น คนที่จะได้ขึ้นสวรรค์คือคนมุสลิม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนมลายู คนจีน คนอาหรับ อาจจะเป็นจีนมุสลิม อาหรับมุสลิมเป็นต้น” 

เขียนความคิดเห็น