จากบรรณาธิการ
ปลายปีเริ่มเข้าฤดูหนาว อากาศเย็นจัดสุดใจสำหรับคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ ทว่าสำหรับผู้คนในคาบสมุทรมลายูแล้ว พวกเขาพบเจอกับฤดูหนาวในสัมผัสที่แตกต่างกัน
อาจเป็นเพราะภูมิประเทศที่มีมหาสมุทรขนาบข้าง ลมหนาวที่หลายคนสัมผัส คนที่นั้นรับรู้เพียงลมแล้ง ร้อนบ้างในบางเวลาของวัน และเผลอๆ อาจมีฝนตกด้วยซ้ำไป ย้อนไปไม่นาน ช่วงเวลาปลายปีเช่นนี้นี่เอง ที่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะตรงชายแดน ..ถึงขนาดน้ำท่วม
ไม่ว่ากรุงเทพฯหรือส่วนอื่นๆ ของประเทศจะเปลี่ยนไปเช่นไร ผู้คนในพื้นที่แห่งนั้นยังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ที่นั้นยังคงอึมครึมด้วยสิ่งที่น่าจะเรียกว่า “สงคราม” ขณะที่ความจริงบางอย่างถูกเลือกที่จะเชื่อในมุมมองของแต่ละคน ละกลุ่ม
การสื่อสารยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ ‘เรา’ อยู่ท่ามกลางความไม่เข้าใจ การเปิดเผยความจริงในบางครั้งมีข้อจำกัด ยิ่งเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นทุกวันนี้ หลายคนมีเหตุผลที่จะพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวในนามของความมั่นคง ความหวาดระแวง ความหวาดกลัว กระทั่งความเจ็บแค้น ฯลฯ
จุลสาร South See เล่มนี้ยังคงวางตัวเองเป็นหนึ่งในพื้นที่ของการสื่อสารระหว่างคนหนุ่มคนสาวที่มีโอกาสสัมผัสกับพื้นที่แห่งนั้น ทั้งที่เป็น ‘คนใน’ ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางการผลัดเปลี่ยนฤดูกาลอันหลากหลาย ขณะที่อีกหลายคนเป็น ‘คนนอก’ ที่เดินทางเข้าไปเพื่อเรียนรู้ความเป็นไป ในขณะที่บางคนมุ่งเดินทางด้วยการคิดค้นหาข้อถกเถียงโดยเผยให้เห็น ‘สงคราม’ ในอีกแบบหนึ่ง
จดหมายโต้ตอบระหว่างมิตรสองคนใน ‘วิวาทะความรุนแรงที่ชายแดนใต้ฯ’ เผยให้เห็นการปะทะกันระหว่างแนวคิดที่อยู่กันคนละฟากฝั่งของความรุนแรง ในขณะที่ ‘ตากใบ : บทเรียนความมั่นคงแบบหวาดระแวง’ ย้อนความทรงจำของเราไปยังเหตุการณ์ตากใบ พร้อมตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดในครั้งนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร หากเรามีกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ที่อาจบั่นทอนความเป็นไปได้ในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในอนาคต
หรือ ‘บันทึกจากหมู่บ้านฯ’ ที่สะท้อนเรื่องราวจากประสบการณ์การลงพื้นที่และคำบอกเล่าด้วยเสียงชาวบ้านในอำเภอบังนังสตาที่ทำให้นักศึกษาคนนี้รับเป็นภารกิจในการบอกเล่าต่อ ในขณะที่นักศึกษาจากนอกพื้นที่อีกคนที่เข้าไปเห็นวงจรการเรียนรู้ของปราชญ์ชาวบ้านแห่งอำเภอรามันใน ‘สวนของปราชญ์ขี้เกียจฯ’ ทั้งสองความเรียงผลิตจากประสบการณ์ในการเข้าไปใน ‘พื้นที่สีแดง’
ส่วน ‘วิกฤติความสัมพันธ์ฯ’ เป็นการบอกเล่าสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรมในพื้นที่แห่งนี้ พร้อมๆ กับความกังวลใจต่อความเปราะบางในสายใยเหล่านั้นผ่านปรากฎการณ์ต่างๆ ที่สำคัญ นี่คือข้อเขียนของ ‘คนใน’ ที่ปิดท้ายด้วยข้อเสนอในด้านต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งรวมทั้งการเข้าใจปัญหาด้วยรองเท้าที่ไม่ผิดเบอร์
เรื่องราวในข้อเขียนที่เรียงรายอยู่ในเล่มนี้ชวนให้น่าขบคิดและถกเถียงต่อเพื่อเกลามุมมองที่มีต่อปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเราเชื่ออย่างหนักแน่นว่าการแลกเปลี่ยนความคิดด้วยท่าทีที่เปิดกว้างจะนำไปสู่ความเข้าใจกันในอนาคต แน่นอนว่ากองบรรณาธิการยังคงเปิดรับข้อเขียนเหล่านี้จากทุกท่าน แม้ว่าจะไม่ได้เห็นคล้องและมีมุมเถียงต่อข้อเขียนนั้นๆ ก็ตาม ดังตัวอย่างที่เห็นในฉบับนี้
ท้ายที่สุด คาดหวังไว้ว่า ‘เรา’ จะได้ร่วมรับความสดชื่นของลมหนาวด้วยกัน
ด้วยสันติและมิตรภาพ
รอมฎอน ปันจอร์